วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2558


แผนที่อุตสาหกรรมยางพาราไทย


ตอนที่ 3 (ตอนจบ) : นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ใช้ยางพารา...ใครได้ใครเสีย


            แนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราของไทยทั้งระบบที่รัฐบาลวางแผนดำเนินการไว้ มี 4 แนวทางคือ   
1.เร่งรัดการใช้ยางภายในประเทศให้มากขึ้น โดยนำยางมาใช้สร้างถนน ทำอิฐบล็อก ทำพื้น ฝาย หรือผลิตภัณฑ์แปรรูป เป็นต้น พร้อมทั้งเร่งการโค่นต้นยางเก่าเพื่อลดอุปทานภายในประเทศ ทำให้ลดผลผลิตยาวในอนาคต
2.ผลักดันและเร่งรัดโครงการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ให้สถาบันเกษตรกรรับซื้อยางจากเกษตรกรในราคาที่สูงขึ้น และการปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการ นำเงินเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อใช้ในการแปรรูปยาง อีกทั้ง สนับสนุนให้มีการปล่อยเงินกู้ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เพื่อเข้าถึงเกษตรกรมากขึ้น    (แนวทางนี้เพื่อชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ 3% ให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ รัฐบาลได้อนุมัติโครงการแล้ว 2 โครงการ คือโครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ยางเพื่อขยายกำลังการผลิต/ปรับเปลี่ยนเครื่องจักการผลิต วงเงินกู้ 15,000 ล้านบาท  และโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบการยาง วงเงินกู้ 10,000 ล้านบาท  หมายความว่ารัฐบาลยอมจ่ายเงิน 750 ล้านบาท แทนผู้ประกอบการที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยกู้เงินให้ธนาคารเจ้าหนี้ ในสองโครงการนี้)
3.สร้างตลาดการซื้อขายยางธรรมชาติ โดยเชื่อมโยงให้มีการทำสัญญาซื้อขายและส่งมอบสินค้าจริงระหว่างเกษตรกรชาวสวนยางกับผู้ซื้อ
4.ร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อกำหนดแนวทางจัดการเก็บสต็อกยางร่วมกันนั้น
  ในแนวทางการ.เร่งรัดการใช้ยางภายในประเทศให้มากขึ้น โดยนำยางมาใช้สร้างถนน ทำอิฐบล็อก ทำพื้น ฝาย หรือผลิตภัณฑ์แปรรูป เป็นต้น พร้อมทั้งเร่งการโค่นต้นยางเก่าเพื่อลดอุปทานภายในประเทศ เพื่อให้ลดผลผลิตยางในอนาคต เป็นแนวคิดที่ถูกต้องเหมาะสมและมีมานานแล้ว แนวทางนี้จะไม่ถูกนำไปปฏิบัติให้เกิดขึ้นอย่างเด็ดขาดหากเป็นห่วงเวลาในยุครัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งจะเป็นเพียงหมึกที่เปื้อนติดกระดาษแค่นั้น เพราะมีข้อขัดข้องบางอย่างที่ไม่แสดงออกมาให้เห็นอีกจำนวนมากเปรียบเหมือนก้อนน้ำแข็งที่ลอยน้ำมีส่วนของน้ำแข็งที่จมน้ำอยู่ก้อนใหญ่มากกว่าส่วนที่มองเห็น   สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดในยุครัฐบาลที่มาจาก คสช. คือการสร้างอุปสงค์ยางพาราให้เกิดขึ้นด้วยการใช้การตลาดเป็นตัวขับเคลื่อน  วิธีขับเคลื่อนที่ผู้มีอำนาจรัฐอยู่ในมือคือการออกเป็นนโยบายหรือข้อสั่งการให้หน่วยงานภาคราชการเป็นการเฉพาะ ใช้วัสดุอุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่มียางพาราเป็นวัสดุหรือส่วนประกอบเป็นลำดับแรก เพื่อให้สอดคล้องกับระเบียบราชการ ต้องนำระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535  มาปรับปรุง/แก้ไขใหม่ ให้สนอบตอบต่อนโยบายในการเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศให้มากขึ้นด้วย  วิธีคิดแบบนี้จะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ของยางพาราโดยตรง ความคิดในการนำยางมาใช้ประโยชน์เป็นวัสดุแทนวัสดุอื่นสร้างถนน ทำอิฐบล็อก ทำพื้น  ฝาย หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ นั้นมีมานานแล้ว มีหลายๆ หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ได้ศึกษา วิจัยคิดค้นไว้แล้วระดับหนึ่ง แต่ยังไม่นำมาประยุกต์ใช้และต่อยอดให้เกิดเป็นรูปธรรมออกสู่สาธารณะแม้แต่เรื่องเดียว  ลองมาช่วยกันวิเคราะห์ดูถึงเหตุต่างๆ ที่ผู้เกี่ยวข้องมีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องเหล่านี้ดูว่าเป็นเช่นไร เริ่มจากถ้าได้นำผลงานจากการศึกษา วิจัย คิดค้น การใช้ยางพาราเพื่อทดแทนวัสดุอื่นที่หน่วยงานต่างๆ ทำไว้มาทดลองทำเพื่อใช้งานจริงและรัฐบาลมีนโยบาย/ข้อสั่งการลงมาโดยอาจจะนำร่องทำในที่ใดๆ ก็ได้เช่น  องค์การสวนยาง และหรือที่อื่นๆ เพื่อสร้าง/ปรับปรุงสิ่งปลูกสร้าง  ถนน  ลานกีฬา ฯลฯ  ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ที่ปรับปรุง/แก้ไขให้เอื้อต่อนโยบายการเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศแล้ว  จะเท่ากับเป็นการดึงปริมาณยางพาราเข้าสู่ระบบการผลิตและผลิตภัณฑ์ในเชิงอุตสาหกรรมได้อย่างมากและทันที และต่อมาขยายผลการดำเนินงานรุกเข้าไปในพื้นที่ชุมชนที่อยู่ภายใต้การดูแลของ อบต. อบจ. ตามลำดับ ผู้มีส่วนได้โดยตรงคือเกษตรกรชาวสวนยางจะจำหน่ายผลผลิตได้ราคาที่สูงขึ้นคุ้มค่าเหมาะสมเพราะปริมาณการใช้ยางเป็นที่ต้องการมากขึ้นในภาคอุตสาหกรรม ส่งผลทางอ้อมให้ชีวิตความเป็นอยู่และสังคมดีขึ้น
ภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการอาจมีสองกลุ่มคือทั้งส่วนที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ ในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จะมีแนวคิดในการใช้ยางพาราทำนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทดแทนวัสดุอื่น ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ในระยะแรกต้องมีต้นทุนการพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และลงทุนด้านเทคโนโลยีการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สามารถใช้งานได้เหมาะสมดียิ่งขึ้น (สร้างความก้าวหน้าภาคการแปรรูปในอุตสาหกรรมยางให้สูงขึ้น)  ในกลุ่มที่เสียประโยชน์อาจจะเป็นกลุ่มทุนที่ไม่ต้องการให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ  ที่สร้างผลิตภัณฑ์ใดๆ เข้ามาทดแทน    ผลิภัณฑ์ที่ใช้วัสดุเดิมที่มีใช้อยู่แล้ว หากใช้ยางพาราเป็นวัสดุส่วนผสมในการสร้างถนนทดแทนวัสดุอื่นได้ คำถามที่ว่าวัสดุชนิดที่ใช้อยู่เดิมจะไปอยู่ที่ไหนในอุตสาหกรรม นี่เป็นเพียงหนึ่งเรื่องที่ชวนให้พิจารณา ผลประโยชน์ที่เคยได้รับกลับต้องเสียไปอย่างมหาศาลจะยอมรับได้หรือไม่ หากสถานการณ์เดินไปแบบนี้กลุ่มผู้เสียประโยชน์คงไม่นิ่งเฉยอย่างแน่นอนจะต้องมีกระบวนการอะไรบางอย่างออกมาเพื่อสกัดไม่ให้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะใช้ยางพาราเป็นวัสดุประกอบแทนวัสดุอื่นสร้างถนนออกมาได้อย่างง่ายๆ เห็นอะไรที่เป็นเรื่องที่ขัดแย้งกันอยู่บ้างหรือไม่ ด้วยการลงทุนทางด้านเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมที่ต้องใช้เม็ดเงินอย่างมาก จึงอาจมีบางสิ่งหรือแหล่งข้อมูลบางแห่งที่ส่งสัญญาณออกมาว่ามีความไม่คุ้มค่าในการลงทุน หรือศึกษาดูแล้วมีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าการทำถนนแบบปัจจุบันมากเพื่อหวังผลเก็บโครงงานนี้ไว้ก่อน หากแนวคิดนี้เป็นจริงก็น่าเสียดายโอกาสในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมอย่างมาก เมื่อพิจารณาว่าถ้านำเม็ดเงินที่จ่ายชดเชยแทนดอกเบี้ยเงินกู้ในสองโครงการนั้น จำนวน 750 ล้านบาท นำไปสร้างสิ่งปลูกสร้างหรือที่มียางพาราเป็นส่วนประกอบทดแทนวัสดุอื่น หรือให้หน่วยงาน/องค์กรต่างๆ นำไปวิจัย/ค้นคว้าและพัฒนาเทคโนโลยีการสร้างถนนด้วยยางพาราทดแทนวัสดุอื่น ผลการดำเนินงานถึงแม้จะเป็นการนำร่องและไม่ประสบผลสำเร็จอย่างสมบูรณ์ แต่ความคุ้มค่าได้มากกว่าเมื่อเปรียบเทียบเม็ดเงินจำนวนเดียวกันที่ภาครัฐต้องจ่ายชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ  เพราะนำไปสร้าง/ปรับปรุงสิ่งปลูกสร้างที่มียางพาราเป็นส่วนประกอบทดแทนวัสดุอื่น ส่งผลโดยตรงถึงตัวเกษตรการชาวสวนยางพาราสามารถวัดค่าได้
การผลักดัดให้เกิดอุปสงค์ทำให้เกิดตลาดขนาดใหญ่นั้นรัฐบาลทำได้ด้วยการออกนโยบาย หรือข้อสั่งการ เช่น ให้ส่วนราชการท้องถิ่นสร้างหรือซ่อมถนนที่มียางพาราเป็นส่วนประกอบ หรือพื้นลานกีฬา อุปกรณ์การกีฬา วัสดุและผนังกันกระแทรก ฯลฯ   ผลที่จะเกิดขึ้นก็คือเม็ดเงินจำนวน 750 ล้านบาท (เงินที่จะต้องนำไปชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการ) จะถูกนำไปซื้อยางพาราจากเกษตรกรชาวสวนยางโดยตรง (เกษตรกรชาวสวนยางได้รับประโยชน์โดยตรงเต็มเม็ดเต็มหน่วย) เพื่อนำไปแปรรูปทำผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมภาคการผลิตที่ใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบจะหันมาสนใจลงทุนใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการสร้างถนนด้วยยางพารามากขึ้นเพราะมีตลาดขนาดใหญ่รองรับแน่นอน จะส่งผลให้เกิดสองเรื่องคือ การปรับโครงสร้างปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศให้สูงขึ้น และส่งเสริมการพัฒนาวิทยาสาสตร์ นวัตกรรมและเทคโนโลยีการสร้างผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มีส่วนประกอบของยางพาราทดแทนวัสดุอื่น ภาคอุตสาหกรรมก็จะยกระดับการพัฒนาให้สูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่งอย่างต่อเนื่องและนโยบายอย่างนี้ไม่ถือว่าเป็นการกีดกันทางการค้าเพราะเป็นการสร้างสาธารณูปโภคของประเทศ มองในระยะยาวแล้วคุ้มค่ามาก เพียงแต่รัฐบาลในยุค คสช. มีความกล้าหาญเพียงพอที่จะออกมาตรการเพื่อให้ อบจ. และ อบต. นำไปปฏิบัติด้วยการให้สร้าง/ซ่อมสิ่งปลูกสร้าง ถนนและสาธารณูปโภคพื้นฐาน ในพื้นที่ที่ตนเองดูแลให้ใช้ยางพาราเป็นวัสดุประกอบ ผลที่เห็นชัดเจนคือยางพารามีช่องทางระบายออกสู่ตลาดที่ใหญ่มากๆ ลองเปรียบเทียบดูความคุ้มค่าผลที่คาดว่าจะได้รับกับเม็ดเงินที่ใส่ลงไปคงเห็นแนวทางที่ควรแล้วครับ

                                                 ติดตามบทความ/แหล่งข้อมูล

เรียบเรียง : สิทธิชนคน กสอ.

วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2558

เว็บไซต์มือใหม่

ขอบคุณครับผู้บริหารที่ให้ความสนประเด็นการสร้าง กองพัฒนาอุตสาหกรรมรายสาขา 2 (กพข.2)ให้เป็นหน่วยงานที่เป็นเพื่อนแท้สนับสนุนและส่งเสริมภาคธุรกิจอุตสาหกรรม ให้อยู่ในใจและความทรงจำที่ดีของผู้ประกอบการและผู้มีส่วยเกี่ยวข้องตลอดไป

          ภารกิจนี้จะทำสำเร็จได้  หน่วยงาน กพข.2 เองต้องทำการตลาดด้วย และหนึ่งในกิจกรรมทางการตลาดคือการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กิจกรรมและสารสนเทศต่างๆ  ของหน่วยงานลงในช่องทางผ่านเว็บไซด์ การใช้เว็บไซด์เป็นเครื่องมือนั้น ส่วนที่เป็น Software มีส่วนประกอบอยู่สองอย่างคือ ส่วนทีหนึ่งบุคลากรที่ทำหน้าที่เป็น Back Office ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลเนื้อหาข้อมูล เทคนิคและศิลปะเพื่อนำเสนอข้อมูลบนเว็บไซด์ และในส่วนที่สองเกี่ยวกับตัวข้อมูลที่จะนำเสนอบนเว็บไซต์ เป็นส่วนสำคัญมากในการสร้างการรับรู้ การยอมรับของผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรม แนวทางที่จะได้ข้อมูลที่ดีนั้นผู้บริหารจำเป็นต้องมอบหมายให้บุคลากรในส่วนงานต่างๆ ภายใต้ กพข.2 เป็นผู้จัดทำข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุน Back Office นำเสนอข้อมูลให้ผู้ประกอบการและผู้เกี่ยวข้องผ่านช่องทางเว็บไซต์ต่อไป          
          กระบวนการทั้งหมดนี้คาดว่าจะเกิดผลลัพธ์ในการรับรู้และยอมรับภาพลักษณ์ที่ดีของ กพข. 2 อย่างแน่นอน 

วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2558

แผนที่ยางพาราไทย

ตอนที่ 2 : สินเชื่อยางแนวทางพยุงราคา

โครงการสินเชื่อยาง เป็นโครงการหนึ่งที่อยู่ในแนวทางที่ 2 (ผลักดันและเร่งรัดโครงการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ให้สถาบันเกษตรกรรับซื้อยางจากเกษตรกรในราคาที่สูงขึ้น และการปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการ นำเงินเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อใช้ในการแปรรูปยาง อีกทั้ง สนับสนุนให้มีการปล่อยเงินกู้ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เพื่อเข้าถึงเกษตรกรมากขึ้น)ในส่วนของการชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับผู้ประกอบการนำเงินไปซื้อน้ำยางข้นเพื่อเก็บน้ำยางเข้าสะต๊อกของโรงงานให้เต็มจำนวนสะต๊อก     ใช้วงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยให้ผู้ประกอบการกลุ่มน้ำยางข้นกู้เงินหรือขอสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ตามที่ผู้ประกอบการมีอยู่ เพื่อนำเงินไปหมุนเวียนซื้อน้ำยางข้นจากเกษตรกรชาวสวนยางมาเข้าสะต๊อกให้เต็มจำนวนในช่วงเวลาที่ผลผลิตน้ำยางออกมามาก โดยเล็งเห็นผลว่าเป็นการดึงปริมาณน้ำยางออกจากมือเกษตรกรให้มากที่สุดและเร็วที่สุดและคาดว่าจะส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำยางข้นมีมากยิ่งขึ้นเพื่อดึงราคายางพาราให้สูงขึ้นตาม วิธีที่ทำก็คือกลุ่มผู้ประกอบการกลุ่มน้ำยางข้นไปกู้เงินจากสถาบันการเงินมาใช้ซื้อน้ำยางข้นในวงเงิน 10,000 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ผู้ประกอบการต้องจ่ายให้ธนาคารเจ้าหนี้ตามอัตราดอกเบี้ยของสถาบันการเงิน ซึ่งปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 บาท คิดเป็นเม็ดเงินที่ใช้ในโครงการอยู่ที่ 500 ล้านบาท ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการสินเชื่อยางจะได้รับการชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 3 บาท รวมเม็ดเงิน 300 ล้านบาท หมายความว่าผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการสินเชื่อยางจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ให้ธนาคารเจ้าหนี้รวมทั้งสิ้น 500 ล้านบาท ในจำนวนนี้ภาครัฐจ่ายชดเชยแทนให้ 300 ล้านบาท ผู้ประกอบการจ่ายเอง 200 ล้านบาท  เรื่องแบบนี้ท่านเห็นเป็นอย่างไรมาพิจารณาวิเคราะห์เรื่องนี้กันสักหน่อยจะได้เห็นมุมมองต่างๆ ได้หลากหลายยิ่งขึ้น  ก่อนอื่นต้องชมรัฐบาลยุคที่มาจาก คสช. ว่าทำงานได้อย่างรวดเร็ว คำนึงถึงความเดือดร้อนและเรื่องปากท้องของพี่น้องเกษตรกร ทุ่มเทการทำงานอย่างหนักเพื่อคลี่คลายความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรการอย่างแท้จริง เรื่องนี้ถูกยกขึ้นเป็นวาระปัญหาระดับชาติ ก็คิดว่าโครงการสินเชื่อยางซึ่งเป็นกลไกชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งที่จะขับเลื่อนการแก้ปัญหาราคายางทั้งระบบได้ส่งผลเป็นลูกโซ่ถึงตัวเกษตรกรชาวสวนยางจริงๆ คงได้ระดับหนึ่ง ท่านก็เห็นด้วยตามความข้างต้นนี้นะครับ  ในมุมมองอีกด้านหนึ่ง เมื่อพิจารณาดูกันอีกทีเปรียบเทียบข้อมูลให้รอบด้านแล้วค่อยสรุปตกผลึกทางความคิดกันดีกว่า ตามที่เราเห็นว่าเรื่องราวของยางพาราตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่ามีบทสรุปที่เป็นหัวใจอยู่ที่ภาคอุปทาน มีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าภาคอุปสงค์ การใช้มาตรการช่วยเหลือผ่านเครื่องมือต่างๆ เช่นโครงการสินเชื่อยางเพื่อพยุงราคายางจึงถือว่าเป็นการใช้เครื่องมือที่ถูกต้องเหมาะกับเวลาหรือไม่ ถ้าเปรียบปริมาณยางที่ผลิตออกมาเรื่อยๆ เหมือนปริมาณฝนตกไม่หยุดมีน้ำที่ไหลหลากลงมาจากภาคเหนือเข้าสู่ภาคกลาง การผันน้ำลงสู่ทะเลเปรียบเหมือนกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ยางซึ่งในภาวะปกติระบายได้ทันก็ไม่เป็นประเด็นปัญหา ปริมาณน้ำที่ไหลลงมามีอัตราที่มากกว่าอัตราปริมาณน้ำที่ระบายออกไป สถานการณ์นี้ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมแน่นอน เช่นเดียวกับปริมาณยางพาราที่ระบายขายออกไปไม่หมดจึงมีปริมาณยางเหลืออยู่ในระบบฉันนั้น แล้วอย่างไรจะเป็นการช่วยไม่ให้น้ำท่วมได้  วิธีคิดเรื่องยางพาราก็เป็นแนวทางเดียวกัน มีผู้คิดได้เสนอข้อคิดความเห็นทั้งระบบให้รัฐบาลออกมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางและยกระดับราคายางพาราให้สูงขึ้น เครื่องมือหนึ่งในมาตรการเหล่านั้นก็คือโครงการสินเชื่อยาง ภาพของโครงการนี้แสดงออกมาให้เห็นว่าเป็นโครงการที่ดีในระดับหนึ่ง เนื้อหาหลักของโครงการเป็นการชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการกลุ่มน้ำยางข้นในอัตราร้อยละ 3 ที่ไปกู้สถาบันการเงินต่างๆ ในวงเงินกู้รวม 10,000 ล้านบาท  โดยมีเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการนำเงินกู้นี้ไปหมุนเวียนซื้อน้ำยางข้นเก็บเข้าสะต๊อกให้เต็มตลอดเวลา เมื่อโครงการนี้ดำเนินต่อไปคาดการได้ว่าจะมีปริมาณน้ำยางข้นจำนวนหนึ่งจะไหลเข้าโกดังเก็บของผู้ประกอบการ เกษตรกรชาวสวนยางขายน้ำยางได้ปริมาณเพิ่มขึ้น คล้ายกับตลาดมีความต้องการมากขึ้นราคาน้ำยางก็จะขยับตัวสูงขึ้นแต่วัดค่าไม่ได้ว่า ราคาสูงขึ้นแค่ไหนจากโครงการนี้  เกษตรการชาวสวนยางไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงต้องรอดูไปว่าโครงการนี้จะส่งผลต่อราคาน้ำยางมากน้อยแค่ไหนอย่างไร เปรียบเหมือนการทำโครงการนี้ผิดฝาผิดตัวหรือเกาไม่ถูกที่คัน ถ้าหันมาดูแบจำลองเปรียบเทียบกับสถานการณ์น้ำท่วม  คล้ายกับว่าโครงการนี้กำลังใช้ความพยายามต่อสู้กับสถานการณ์น้ำท่วมด้วยการสร้างแก้มลิงเป็นตัวช่วยดูดซับปริมารณน้ำยางที่กำลังไหลสู่ตลาด  ก็ช่วยได้ระดับหนึ่งซึ่งค่อนข้างจะได้ผลน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณน้ำยางที่ผลิตออกมากและระบายออกต่างประเทศได้ช้าและปริมาณไม่มากพอ  เหตุการณ์ลักษณะนี้จะเกิดขึ้นซ้ำๆ เป็นแบบนี้ทุกปี   ทีนี้ลองพิจารณาแยกส่วนให้ชัดถึงผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น โครงการนี้มีผู้เกี่ยวข้องได้เสียอย่างไรบ้าง เริ่มจากคนที่หนึ่งคือภาครัฐ  มติ ครม.เห็นชอบให้ดำเนินโครงการนี้ รัฐจำต้องนำภาษีอากรจากประชาชนออกมาจ่ายชดเชยค่าดอกเบี้ยเงินกู้ให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ 300 ล้านบาท  คนที่สองเป็นเหล่าผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ เป็นผู้รับผลประโยชน์นี้จากเงินภาษีอากร 300 ล้านบาทที่รัฐบาลจ่ายแทนให้ คนที่สามเป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่ขายน้ำยางได้ราคาที่สูงกว่าราคาตลาดปกติทั่วไป (สูงกว่ากี่บาทหรือไม่) ข้อนี้ไม่สามารวัดเป็นมูลค่าออกมาได้ ภาพที่แสดงให้เห็นนี้ยังสามารถบ่งชี้ถึงกลุ่มผู้รับประโยชน์จากโครงการนี้ เชื่อได้ว่าน่าจะมาจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับยางพาราเพียงไม่กี่รายที่เสนอแนวความคิดนี้เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ ออกมาช่วยเหลือพยุงราคายางไม่ให้ตกต่ำ เป็นผลงานเด่นของรัฐบาล เพื่อพิสูจน์ความจริงและการยอมรับผลงานชิ้นนี้ ต้องมีหน่วยติดตามสำรวจและสอบถามจากพี่น้องเกษตรการชาวสวนยางว่าได้รับประโยชน์ราคาที่เพิ่มขึ้นและมีความพึงพอใจกับมาตรช่วยเหลือในโครงการสินเชื่อยางหรือไม่ คำตอบนั้นคือเสียงสวรรค์ที่ต้องน้อมรับนะครับ

เรียบเรียง : สิทธิชนคน กสอ.

วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2557

แผนที่อุตสาหกรรมยางพาราไทย

ตอนที่ 1 ก้าวย่างของยางไทย

ในโลกใบนี้มีสรรพสิ่งเกิดขึ้นอยู่มากมาย หากจะเลือกสนใจเรื่องบางเรื่องก็จะทำให้เราเข้าใจสิ่งเหล่านั้นและเห็นภาพต่างๆได้อย่างชัดเจน เรื่องราวของยางธรรมชาติเป็นเรื่องที่เล็กมากๆ ในโลกใบนี้แต่กลับเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะเกษตรกรชาวสวนยางของประเทศไทย  สภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันบนโลกใบนี้เกี่ยวกับสถานการณ์ยางธรรมชาติ โดยเฉพาะยางพาราซึ่งในที่นี้ถือว่าเป็นตัวหลักของเรื่องนี้ ภาคอุปทาน ยางพาราของโลกในปัจจุบัน ปี ค.ศ. 2014   ผลผลิตยางพาราที่ผลิตได้จากแหล่งปลูกยางพาราทั่วโลกรวมกันได้ 12.257 ล้านตัน  ในจำนวนนี้ประเทศไทยที่มีสวนยางพารากระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ผลิตยางได้ 4.2 ล้านตัน ซึ่งเทียบส่วนแล้วจัดว่าเป็นประเทศผู้ผลิตยางได้เป็นอันดับ 1 ของโลก รองลงไปก็เป็นประเทศอินโดนีเซียตามลำดับ แนวโน้มปริมาณการผลิตยางพาราของโลกมีปริมาณค่อยๆเพิ่มขึ้นทุกปี  ภาคอุปสงค์ ยางพาราของโลกในปีเดียวกันก็มีปริมาณความต้องการใช้ยางพาราในการผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน  ยางพาราในส่วนของประเทศไทยที่ผลิตได้ทั้งหมดเรามีความสามารถนำมาแปรรูปผลิตเป็นสินค้าอุตสาหกรรมที่ใช้ในประเทศและส่งออกได้เพียงร้อยละ 13 หรือคิดเป็นปริมาณยางได้ 4.6 แสนตัน ผลผลิตยางส่วนทีอยู่นอกการแปรรูปของเราถูกจำหน่ายให้ภาคอุปสงค์นอกประเทศไปในหลายๆ ประเทศทั้งในแถบยุโรป อเมริกา ฯลฯ  และคู่ค้าที่เป็นลูกค้ารายใหญ่ของไทยที่มีความต้องการใช้ยางพารามากและซื้อยางพาราของไทยนำไปผลิตสินค้าคือประเทศจีน ในมณฑลซานตงซึ่งมีเมืองชิงเต่าเป็นเมืองเอกด้านอุตสาหกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง และเมืองกว่างเหยาก็เป็นเมืองคู่ขนานของเมืองชิงเต่าที่ใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าผลิภัณฑ์ยาพารา โดยเฉพาะการผลิตยางล้อรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 1 ของประเทศจีน ผลิตได้กว่าปีละ 150 ล้านเส้น มูลค่ากว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ใช้ยางพาราไปในกระบวนการผลิตรวม 1 ล้านตันและประมาณครึ่งหนึ่งของยางพาราที่ใช้ได้ซื้อจากประเทศไทย อย่างไรก็ตามการขายยางพาราให้ภาคอุปสงค์นอกประเทศสามารถขายออกไปได้จำนวนหนึ่งซึ่งยังมีปริมาณยางพาราคงค้างที่ผลิตได้อยู่ในสะต๊อกจำนวนมากสะสมมาทุกๆ ปี ประกอบกับมีข้อมูลปริมาณยางเพิ่มขึ้นเป็นผลจากนโยบายของประเทศจีนที่ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้รับสัมปทานพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ 99 ปี แถบทิศเหนือของประเทศลาวเพื่อปลูกยางพาราป้อนอุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยางของประเทศจีน ข้อมูลตรงนี้ทำให้เราเห็นว่าแนวโน้มต่อจากนี้ไปทั้งปริมาณยางของโลกและราคายางจะไม่มีทางสูงขึ้นอย่างแน่นอนด้วยปัจจัยภาคอุปทานเติบโตมากกว่าภาคอุปสงค์ เกษตรกรชาวสวนยางของไทยคงเห็นอนาคตแล้วของตนเองแล้วว่าจะมีทิศทางขาลง  ความจริงที่ผ่านมาจะเห็นปรากฏการที่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางออกมาเรียกร้อยให้ภาครัฐช่วยเหลือ หรือให้ช่วยพยุงราคายางพาราให้ จะเห็นได้ทุกปีจนคุ้นชินแล้ว
ปัจจุบันในรัฐบาลยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ( คสช. )  เรื่องราคายางพาราตกต่ำ ก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญรัฐบาลถือให้เป็นวาระแห่งชาติ เพราะเกษตรกรชาวสวนยางมีความเดือดร้อนมาก ราคาที่ขายได้ต่ำมาก ราคาลงลึกถึงประมาณ 3 กิโลกรัม 100 บาท ไม่คุ้มกับต้นทุนการผลิต เกษตรกรชาวสวนยางจึงออกมาเรียกร้อยให้รัฐบาลรับซื้อหรือประกันราคาให้ 60 บาท/กิโลกรัม ในขณะที่ราคาน้ำยางสด ณ. เวลาปัจจุบัน ราคาตลาดโลกอยู่ที่กิโลกรัมละ 43 บาท ก็อ่านความได้ว่า รัฐบาลคงไม่อาจสนองตอบต่อข้อเรียกร้องนี้ได้ ภายใต้การนำรัฐบาลจาก คสช. ได้ระดมความคิดเห็นจากหลายๆ ภาคส่วนเพื่อแก้ปัญหาอุตสาหกรรมยางทั้งระบบจนเป็นข้อสรุป 4 แนวทาง คือ 1.เร่งรัดการใช้ยางภายในประเทศให้มากขึ้น โดยนำยางมาใช้สร้างถนน ทำอิฐบล็อก ทำพื้น ฝาย หรือผลิตภัณฑ์แปรรูป เป็นต้น พร้อมทั้งเร่งการโค่นต้นยางเก่าเพื่อลดอุปทานภายในประเทศ ทำให้ลดผลผลิตยาวในอนาคต 2.ผลักดันและเร่งรัดโครงการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ให้สถาบันเกษตรกรรับซื้อยางจากเกษตรกรในราคาที่สูงขึ้น และการปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการ นำเงินเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อใช้ในการแปรรูปยาง อีกทั้ง สนับสนุนให้มีการปล่อยเงินกู้ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เพื่อเข้าถึงเกษตรกรมากขึ้น 3.สร้างตลาดการซื้อขายยางธรรมชาติ โดยเชื่อมโยงให้มีการทำสัญญาซื้อขายและส่งมอบสินค้าจริงระหว่างเกษตรกรชาวสวนยางกับผู้ซื้อ และ 4.ร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อกำหนดแนวทางจัดการเก็บสต็อกยางร่วมกัน  
เรียบเรียง : สิทธิชนคน กสอ.

วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

งาน Shandong (China)-Thailand Investment Promotion and Matchmaking Forum

สรุปเนื้อหางาน Shandong (China)-Thailand Investment Promotion and Matchmaking Forum  25 November 2014  ณ  MSC Hall, Ramada Plaza Bangkok Menam Riverside Hotel ในครั้งนี้จัดเป็นครั้งที่ 4  โดยสมาคมการค้าและการลงทุนเอเซียน-สากลและสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงาน CPPCC. Shandong Provincial Committee, CCPIT  Shandong Sub-council และ CCPIT Zibo Committee  นำคณะนักธุรกิจจากมณฑลซานตง    กว่า 50 คน จากอุตสาหกรรม สาขายางรถยนต์และผลิตภัณฑ์ยาง เซรามิก และกระเบื้อง เครื่องจักรกล ผักและผลไม้ เข้าร่วมงานครั้งนี้ซึ่งมีนักธุรกิจไทยและผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานกว่า 200 คน โดยงานแบ่งออกเป็น 2 ส่วน
ส่วนที่ 1 เป็นการกล่าวสุนทรพจน์ โดย MR. Chen Guang  รองประธานสมาคมการค้ามณฑลซานตง  เพื่อให้ข้อมูลในการแสวงหาความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนระหว่าง สมาคมการค้าการลงทุนเอเซียน-สากล (ไทย) และสมาคมการค้ามณฑลซานตง (จีน) โดยรวมแล้วเป็นการให้ข้อมูลการค้าการลงทุนในสาขาอุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยาง ทั้งนี้ MR. Chen Guang  ผู้แทนสมาคมการค้ามณฑลซานตง ได้ให้ข้อมูลว่า มณฑลซาตง มีประชากรกว่า 97 ล้านคน  GDP โตขึ้น 8.82% มูลค่าสูงถึง 91 แสนล้านสหรัฐ ซึ่งมี เมืองชิงเต่า  เป็นเมืองเอกด้านอุตสาหกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์จากยาง และเมืองกว่างเหยา เป็นเมืองเอกด้านการผลิตยางล้อรถยนต์ ปีละ 150 ล้านเส้น มูลค่ากว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ  MR. Chen Guang  ได้แนะนำให้นักธุรกิจเข้าไปทำการค้าการลงทุนในประเทศไทยเนื่องจาก นักธุรกิจจีนมีความพร้อมทางด้านเงินทุน มีเทคโนโลยีและมีประสบการในการบริหาร ส่วนประเทศไทยมีข้อดีและความได้เปรียบหลายอย่าง เช่นแหล่งทำเลเป็นศูนย์กลางในอาเซียน  ไทยมีการตลาดและกลไกการประสานงานที่ดี  ด้านทรัพยากรมีความได้เปรียบทางการแปรรูป เช่นยางพารา ข้าวโพด มันสำปะหลัง และไทยเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมดี เปิดกว้างไม่กีดกันคนอื่น และมีอารยธรรมมนุษย์ดี อีกทั้งจะได้รับการส่งเสริมและใช้สิทธิพิเศษต่างๆ และยอมรับว่าจะส่งเสริมผลักดันให้เพิ่มการลงทุนการค้าให้มากยิ่งขึ้น ตัวอย่างนักธุรกิจที่เข้ามาลงทุนผลิตยางล้อรถในไทยได้จัดตั้ง บริษัท หลิงหลงคาย จำกัด  นักธุรกิจที่จะเข้ามาลงทุนต้องเข้ามาอย่างถูกทาง ถูกต้องด้วย
MR. Xiam Jing Liang  ประธานสมาคมการค้าการลงทุนเมือง กว่างเหยา ซึ่งเป็นเมืองด้านอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้ยางพาราผลิตล้อยาง อันดับ 1 ของประทศจีน ได้กล่าวเชิญชวนนักธุรกิจจีนและให้คำมั่น 3 ข้อในการจะผลักดันให้เกิดความร่วมมือทางการค้าการลงทุนกับไทยให้มากยิ่งขึ้น
-จะผลักดันให้นักธุรกิจในนิคมอุตสาหกรรมยางพาราของเมือง กว่างเหยา โดยคัดเลือกมาอย่างน้อย 8 ธุรกิจจะส่งเสริมให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย เช่นเดียวกับ 25 ธุรกิจที่ไปลงทุนในประเทศ ลาว  มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย
-จะผลัดดันให้ซื้อยางพาราจากประเทศไทยให้มากขึ้น เนื่องจากปริมาณการใช้ยางพาราของเมืองกว่างเหยาใช้อยู่ประมาณ 1 ล้านตัน และในจำนวนนั้นมีครึ่งหนึ่งนำเข้าจากประเทศไทย
-ขอเชิญชวนให้นักธุรกิจไทยเข้าร่วมงาน Expo ช่วงเดือน พฤษภาคม 2558 ด้วย
ในส่วนของสมาคมการค้าและการลงทุนเอเซียน-สากล  โดยสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้ให้ข้อมูลเนื้อหาดังนี้
 -นางอัชรีน  พณพงษ์ชัย รองเลขาฯ BOI ได้ให้ข้อมูลสำหรับการส่งเสริมว่า ประเทศไทยมีการจัดโซนอุตสาหกรรม 3 โซน คือ โซนกรุงเทพฯ ปริมณฑล  โซนจังหวัดในภาคเหนือ-ตะวันออก-ใต้ และโซนจังหวัดติดชายแดนเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ยังมีสำนักงาน BOI ในประเทศจีนอีก 3 แห่ง อยู่ที่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ และกวางโจว  หากต้องการขอรับคำแนะนำเพิ่มเติมได้ที่ 3 สาขาโดยตรง   สำหรับนโยบายส่งเสริมการลงทุนใหม่จะเน้นไปที่เพิ่มมูลค่าการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีสูง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยการส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทยจะส่งเสริมครอบคลุมหลายด้าน อาทิเช่น ด้านการเงิน ลงทุนได้อย่างอิสระ  การถือคลองที่ดิน สำหรับธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI ถือครองได้ไม่จำกัดเวลา เมื่อย้ายฐานการผลิตหรือเลิกธุรกิจต้องขายหรือเปลี่ยนผู้ถือครองใหม่   การนำเข้า-ส่งออก ไม่จำกัดและไม่กำหนดอัตราส่วนวัตถุดิบท้องถิ่นที่ใช้สิทธิพิเศษ ด้านภาษีรายได้เป็นร้อยละ 0 (ภาษีรายได้เป็นศูนย์) ใน 8 ปีแรก และจ่ายภาษีรายได้ครึ่งหนึ่งใน 5 ปี หลังจาก 8 ปีแรก
-ผู้แทนจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (Industrial Estate Authority of Thailand : IEAT) ได้ให้ข้อมูลกับนักธุรกิจว่าประเทศไทยมีนิคมอุตสาหกรรมที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐและภาคเอกชนรวมกันมีอยู่ 56 แห่ง กระจายอยู่ตามโซนต่างๆ เนื่องจากการผลิตยางพาราของไทย ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 ไทยมีการผลิตยางพาราเพิ่มขึ้นทุกปี ถึงปีปัจจุบัน ค.ศ. 2014  คาดว่าผลผลิตยางพาราของโลกจะอยู่ที่ 12.257 ล้านตัน และประเทศไทยผลิตได้ 4.2 ล้านตัน ซึ่งถือว่าผลิตเป็นที่ 1 ของโลก และเร็วๆ นี้จะจัดตั้ง Rubber City บนเนื้อที่ 1.22 ล้านตารางเมตร ที่จังหวัดสงขลา ซึ่งห่างจากชายแดนมาเลเซียใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่งโมง ภายในนิคมมีบริษัทที่ผลิตวัสดุก่อสร้างจากยาง และบริษัท มิชลิน จำกัด ผู้ผลิตล้อรถยนต์รายใหญ่รายหนึ่งในประเทศไทย เป็นต้น  และภายในปี ค.ศ. 2017 จะมีศูนย์วิจัย ศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์ อยู่ใน Rubber City และสามารถให้บริการสำหรับธุรกิจอุตสาหกรรมยางขั้นกลาง และขั้นปลาย  ทั้งนี้นิคมอุตสาหกรรมยางจะได้รับการให้สิทธิพิเศษ ด้านการนำเข้า-ส่งออก เครื่องจักร  การถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน  การทำธุรกรรมการเงิน  คนและแรงงานเป็นกรณีพิเศษเพื่อส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ภาคใต้
ส่วนที่ 2 เป็นกิจกรรมเปิดโต๊ะเพื่อสร้างบรรยากาศความร่วมมือทางการค้า การลงทุน แสวงหาคู่การค้า หุ้นส่วนการการ และพันธมิตร ระหว่างนักธุรกิจจีน –ไทย มีโต๊ะนักธุรกิจเข้าร่วมฝ่ายไทย 60 รายและฝ่ายจีน 50 ราย

ข้อเสนอแนะ เพื่อสร้างบรรยากาศความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนระหว่าง สมาคมการค้าการลงทุน  เอเซียน-สากล (ไทย) และสมาคมการค้ามณฑลซานตง (จีน) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยาง เห็นสมควรที่จะผลักดันให้ สย.กพข. 2 กสอ. จัดพาผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยางพาราเข้าร่วมงาน Expo ในครั้งต่อไป

วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2557

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเฟ้น 6 มาตรการช่วยอุตสาหกรรมยางพารา

    มาตรการหลักที่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) จะเร่งดำเนินการในปีงบประมาณ 2557-2558 ประกอบด้วย
1.       การถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านกระบวนการปรึกษาแนะนำเชิงลึกและการฝึกอบรมให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมยางพาราในด้านต่างๆ เช่น การออกแบบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางพารา  การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และมาตรฐานยางพาราไทยและสากล
2.       การพัฒนาและการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมยางพาราต้นแบบที่ตรงต่อความต้องการของตลาดที่มีความต้องการเฉพาะ (Segmentation)
3.       การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิต (การพัฒนาการใช้สารเคมีและการพัฒนาคุณสมบัติของยางพารา เช่น ยางแผ่นดิบ  ยางแผ่นรมควัน  น้ำยางข้น) ให้มีความแตกต่าง
4.       การตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์ยางพาราที่ได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลต่างๆ
5.       การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้นเทคโนโลยีและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ในประเทศและต่างประเทศ

6.       การสร้างตลาดและช่องทางการจัดจำหน่ายให้สินค้ายางพาราและไม้ยางพารา  โดยการออกงานนิทรรศการและแสดงสินค้าในประเทศและต่างประเทศโดยเฉพาะ (ตลาดโลกมุสลิม Rubber for Halal)

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2557

การพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราไทย

วงสัมมนาชี้เป้า  เสนอภาครัฐปฏิรูปการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราไทย
              ในวงสัมมนาแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราไทย  ที่ส่วนพัฒนาอุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยาง กองพัฒนาอุตสาหกรรมรายสาขา 2 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ร่วมกับคณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลจัดขึ้นในวันที่ 21 สิงหาคม 2557 ซื่งในวงเสวนาประกอบด้วยนักวิชาการและผู้อำนวยการโครงการวิจัยแห่งชาติ : ยางพารา  ตัวแทนผู้ประกอบธุรกิจภาคเอกชนที่ผลิตผลิตภัณฑ์จากยางพาราเพื่อสุขภาพ   นายกสมาคมถุงมือยาง  และภาคราชการมีผู้แทนจากสำนักเศรษฐกิจอุตสาหกรรม  ผู้แทนจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยมีผู้แทนจากคณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นผู้ดำเนินรายการ  ในวงสัมมนาได้ชี้ประเด็นตั้งข้อสังเกตไว้ว่าอุตสาหกรรมยางพาราไทยที่ไม่ก้าวไปถึงไหน มีการผลิตน้ำยางดิบในปี 2556  ทั้งหมด 3.6 ล้านตัน และใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบผลิตสินค้าหรือผลิตภัฑ์ 5.6 แสนตันหรือประมาณเพียงแค่ 14% ของปริมาณการผลิตทั้งหมดเท่านั้น ส่วนที่เหลือจำหน่ายในรูปเป็นวัตถุดิบทำให้ขายไม่ได้ราคาหรือราคาต่ำ  อีกทั้งมีคู่แข่งประเทศเพื่อนบ้านที่มีประเทศจีนได้สัมปทานผลิตป้อนเข้าตลาดมากขึ้นจึงมีแนวโน้มราคาจะต่ำลงเรื่อยๆ  ที่ผ่านมานโยบายจากภาครัฐที่เข้าไปช่วยประกันราคาหรือการใช้เงินอุดหนุนปัจจัยการผลิตจึงเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพาราโดยตรงเฉพาะหน้าในระยะสั้นและไม่อาจแก้ไขปัญหาด้านราคาและการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราได้อย่างยั่งยืนซึ่งเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่สิ้นสุดเมื่อใดที่ราคายางพาราตกต่ำ  ในวงเสวนาได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้หากจะพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราให้เติบโตเข้มแข็งอย่างมีคุณภาพจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่เชิงนโยบายในสองประเด็นหลักที่สำคัญคือ     
             ประเด็นแรกที่สำคัญอย่างมากคือจะต้องมีนโยบายเพิ่มจำนวนการใช้ผลิตภัณฑ์ยางในประเทศให้มากขึ้นด้วยวิธีการสร้างตลาดการใช้ผลิตภัณฑ์ยางของไทย  ประเด็นนี้ภาครัฐต้องมีมาตรการในการกำหนดให้หน่วยงานภาครัฐใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากยางพาราให้มากที่สุด เช่นให้ทุกหน่วยงานของรัฐและโรงพยาบาลรัฐต้องใช้ยางพาราเป็นวัสดุประกอบที่ใช้หรือป้องกันการกระแทก   วัสดุและอุปกรณ์อื่นๆ ในทางการแพทย์ที่ทำจากยางพาราเป็นหลัก หรือกำหนดให้องค์การบริหารตำบลและจังหวัดใช้อุปกรณ์การกีฬาหรืออุปกรณ์เพื่อสุขภาพหรือลานกีฬาหรืออุปกรณ์การก่อสร้างและคมนาคมที่ใช้ยางพาราเป็นวัสดุประกอบให้มากขึ้นซึ่งการกำหนดมาตรการนี้เป็นการสร้างตลาดให้ปริมาณการใช้ยางพาราเพิ่มขึ้น  เมื่อมีความต้องการใช้มากขึ้นผู้ประกอบการก็จะเพื่มการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบมากยิ่งขึ้น  การผลักดันมาตรการนี้เป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราให้ยกระดับความสามารถภาคอุตสาหกรรมมากยิ่งขึ้น   
         ประเด็นที่สอง ที่ตั้งข้อสังเกตไว้คือ การจัดตั้งกองทุนพัฒนาอุตสาหกรรม  แนวคิดเป็นการให้ภาคอุตสาหกรรมเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น โดยรัฐจ่ายเงินดอกเบี้ยต่ำเพื่อให้กู้ยืมเข้ากองทุนส่วนหนึ่งและเก็บค่าธรรมเนียมจากภาคอุตสาหกรรมส่วนหนึ่ง  เม็ดเงินจากกองทุนนี้จะช่วยผลักดันให้สถานประกอบการอุตสาหกรรมสามารถขยายและพัฒนากระบวนการผลิต เทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นสามารถแข่งขันได้ ส่งผลทางอ้อมต่อเกษตรกรชาวสวนยาง ทำให้วัตถุดิบยางพารามีเสถียรภาพราคาสูงขึ้นในระยะยาวได้   ส่วนการบริหารกองทุนต้องสร้างกฏระเบียบรองรับและเอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราไทย                          การสัมมนายังได้สะท้อนภาพขีดวงจำกัดลงมาในระดับปฏิบัติการ   ในส่วนพัฒนาอุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์่ยาง กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจะเป็นหน่วยงานที่อยู่ในระบบการส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาอุตสาหกรรม ทำตัวเป็น  Promoter  จับคู่ระหว่างผลงานวิจัยที่เกี่ยวกับยางและเจ้าของผลงานกับผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมให้ได้มาพบกันและทำงานด้วยกันเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมยางให้เติบโตยิ่งขึ้นและในขณะเดียวกันก็นยังมีอีกภารกิจหนึ่ง  วางตัวเป็น sale  engineering เพื่อให้การแนะนำส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมในสองมิติ คือการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ยาง และเพิ่มปริมาณการใช้ยางในผลิตภัณฑ์ ด้วยการประสานงานเชื่อมโยงให้นักวิจัยและเจ้าของผลงานจับคู่กับผู้ประกอบการที่สนใจพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยทางส่วนงานภาครัฐสนับสนุนปัจจัยการพัฒนาผลิตภัณฑ์บางส่วน  ในเบื้องต้นนี้จะนำร่องด้วยการสนับสนุนการเพิ่มมูลค่ายางในวัสดุอุปกรณ์ทางการแพท์ที่มีความเสี่ยงสูง  1 ผลิตกภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงปานกลางเพื่อสุขภาพและกีฬา 1 ผลิตภัณฑ์และส่งเสริมการเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ก่อสร้าง หรือคมนาคม อีก 1 ผลิตภัณฑ์
           จากข้อเสนอเชิงนโยบายสองประเด็นที่ได้จากวงสัมมนา เป็นข้อเสนอที่คาดหวังเล็งเห็นผลได้ อุตสาหกรรมยางพาราไทยจะยกกระดับการพัฒนาให้สูงขึ้นได้ อยู่บนเงื่อนไขที่ว่า  ผู้นำประเทศมีความกล้าหาญเพียงพอที่จะฟันธงให้ข้อเสนอข้างต้นใช้เป็นแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราหรือไม่

ข้อมูลเพิ่มเติม