วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2558


โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบการยาง
กระทรวงอุตสาหกรรม
-------------------------------------------------
อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยในปี 2556 ไทยผลิตยางพาราได้ 4.17 ล้านตัน ปริมาณการผลิตยางพาราในตลาดโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราการเติบโตของปริมาณการผลิตยางพาราเพิ่มขึ้นมากกว่าอัตราการเติบโตของปริมาณความต้องการใช้ ซึ่งปริมาณการผลิตและปริมาณการใช้ยางพาราที่ไม่สมดุลกันนี้ ส่งผลให้ราคายางพาราในตลาดโลกรวมถึงราคายางในประเทศลดลง และมีความผันผวนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2554 จนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นปี 2555 รัฐบาลได้ดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง โดยรับซื้อยางจากเกษตรกร แต่ปริมาณยางที่รับซื้อยังมีปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับอุปทานทั้งหมดในประเทศ จึงไม่สามารถพยุงราคาให้สูงขึ้นได้ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องพิจารณาหาแนวทางใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากปัญหาราคายางตกต่ำและผันผวนให้เกษตรกรและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางในประเทศ ซึ่งการเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศด้วยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางขั้นปลาย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นในประเทศ เป็นแนวทางหนึ่งที่จะรองรับปริมาณผลผลิตยางที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง   ทำให้เกิดความสมดุลระหว่างอุปทานและอุปสงค์ยางพาราในตลาด ซึ่งจะส่งผลให้ราคายางลดความผันผวนและมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลก็ได้มีการสนับสนุนการเพิ่มมูลค่าให้กับยางพาราตามแนวทางการพัฒนายางทั้งระบบ อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นเพื่อแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำอย่างเร่งด่วน วิธีการหนึ่ง คือ การดึงยางพาราส่วนเกินออกจากระบบ ในช่วงที่ผลผลิตยางพาราออกสู่ตลาดมากที่สุด คือ ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2557–เมษายน 2558 ดังนั้น การสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถซื้อยางพาราส่วนเกินออกจากตลาด เพื่อเพิ่มการแปรรูปยางเก็บในสต็อค หรือเพื่อการส่งออก จะเป็นการลดปริมาณยางในตลาด ซึ่งจะส่งผลให้ราคายางในตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้นและมีเสถียรภาพมากขึ้น และทำให้เกษตรกรชาวสวนยางมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
วัตถุประสงค์ของโครงการ
สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยผ่อนปรน วงเงิน  10,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการแปรรูปน้ำยางข้น ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการซื้อยางส่วนเกินออกจากระบบ ในช่วงต้นฤดูที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก (เดือนพฤศจิกายน 2557 – เมษายน 2558)

เป้าหมายขอบเขตโครงการ
ผู้ประกอบการแปรรูปน้ำยางข้น
วิธีดำเนินการ
     - ผู้ประกอบการแปรรูปน้ำยางข้นที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการฯ ยื่นขอรับการสนับสนุนสินเชื่อที่กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมจะรวบรวมคำขอ ส่งให้ธนาคารที่ให้การสนับสนุนสินเชื่อต่อไป     - ธนาคารที่ให้การสนับสนุนสินเชื่อ พิจารณาคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการและพิจารณาการให้สินเชื่อตามระเบียบของธนาคาร

 รายละเอียดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการให้สินเชื่อ มีดังนี้
1  คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ
(1) ต้องเป็นผู้ประกอบการแปรรูปน้ำยางข้น
(2) ต้องเป็นผู้ประกอบการซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทยและมีผู้ถือหุ้นที่มีสัญชาติไทยมากกว่า 50% ของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว
2  ประเภทสินเชื่อ
ประเภทเงินกู้ระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี อัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน
อัตราดอกเบี้ย
อัตราดอกเบี้ย ผู้กู้จะชำระดอกเบี้ยเท่ากับอัตรา 2 % โดยรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้ธนาคาร 3 % ตลอดอายุโครงการ
ระยะเวลาการชำระคืนเงินกู้
ระยะเวลาการชำระคืนเงินกู้ ไม่เกิน 1 ปี นับจากวันทำสัญญา โดยผู้กู้จะต้องชำระคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย
หลักประกันสินเชื่อ
(1)สต๊อคสินค้า/ที่ดิน/อาคาร/สำนักงาน/เครื่องจักร โดยการประเมินสินทรัพย์ การกำหนดอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (Loan to Value: LTV) เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
(2)ผู้กู้สามารถใช้หนังสือค้ำประกันสินเชื่อจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นหลักประกันเสริมได้
6  เงื่อนไขอื่นๆ
(1)ให้ผู้กู้ต้องทำประกันภัยสต๊อคสินค้ายางพารา หรือตามที่ธนาคารที่ให้การสนับสนุนสินเชื่อกำหนด
(2)การพิจารณาสินเชื่อให้เป็นไปตามระเบียบของธนาคารที่ให้การสนับสนุนสินเชื่อ 
ระยะเวลาการดำเนินการของโครงการ                               ระยะเวลาในการดำเนินโครงการ  6 เดือน นับจากวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ หรือภายในกรอบวงเงินตามที่กำหนด คือ 10,000 ล้านบาท และจะดำเนินการจนกว่าจะครบกำหนดระยะเวลาหากกรอบการใช้เงินไม่เกินวงเงิน

สาระสำคัญ
1 เป็นสินเชื่อระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี วงเงินสินเชื่อ 10,000 ล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2557  เพื่อสนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการน้ำยางข้นสำหรับรับซื้อยางส่วนเกินในฤดูที่ยางออกสู่ตลาดมากระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2557-เมษายน 2558  โดยธนาคารพาณิชย์ที่ร่วมโครงการเป็นผู้ปล่อยสินเชื่อ
2 ผู้กู้จะชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 2 โดยรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ ๓ ผ่านธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2557 ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ ให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ใช้สภาพคล่องของธนาคารฯ จ่ายชดเชยชดเชยดอกเบี้ยให้แก่ผู้กู้เป็นรายเดือนไปก่อน และขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2559 เพื่อชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ 3 ตามรายจ่ายจริงภายในกรอบวงเงิน 300 ล้านบาท เมื่อสิ้นสุดโครงการ
3 หลักการจ่ายเงินชดเชยดอกเบี้ยกำหนดให้มีการตรวจสต็อกน้ำยางข้นของผู้ประกอบการ โดยสต็อกน้ำยางข้นต้องสอดคล้องกับวงเงินที่เบิกจ่ายจากธนาคาร (outstanding balance)
4 ธนาคารพาณิชย์ที่สนับสนุนสินเชื่อภายใต้โครงการ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ (ไทย) จำกัด (มหาชน) ธนาคารสินเอเซีย จำกัด (มหาชน) ธนาคารซิตี้แบงก์ ธนาคารเอชเอสบีซี ธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และธนาคารอื่น ๆ ที่กระทรวงอุตสาหกรรมเห็นสมควร

5 ด้วยมติคณะรัฐมนตรีที่ให้กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการตามความเห็นของสำนักงบประมาณในส่วนที่เกี่ยวกับงบประมาณและการบริหารงบประมาณในการดำเนินการ ทำให้กระทรวงอุตสาหกรรมต้องทำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อเพิ่มเติม/ทบทวนมติ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนโครงการได้ 2 ครั้ง  และคณะรัฐมนตรีมีมติตามลำดับคือ
- มติเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2557
- มติเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2557
6 วันที่  20 มกราคม 2558 คณะกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้อนุมัติให้ธนาคาร  (1) เข้าร่วมโครงการฯ  (2) ทดรองจ่ายดอกเบี้ยชดเชยแก่ผู้ประกอบการ  และ (3) ตั้งคำของบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2559 เพื่อชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ 3 ตามรายจ่ายจริงภายในกรอบวงเงิน 300 ล้านบาท เมื่อสิ้นสุดโครงการ  

ที่มา : ส่วนพัฒนาอุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยาง
        กองพัฒนาอุตสาหกรรมรายสาขา 2 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม        โทรศัพท์ 0 2367 8185

วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

จับตาการประชุม คณะกรรมการกำกับและติดตามการดำเนินงาน โครงการขอสินเชื่อผลิตภัณฑ์ยาง

      โครงการขอสินเชื่อยางเป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่งในมาตการที่ 2  เพื่อผลักดันและเร่งรัดโครงการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้สถาบันเกษตรกรรับซื้อยางจากเกษตรกรในราคาที่สูงขึ้นและการปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการ นำเงินเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อใช้ในการแปรรูปยาง อีกทั้ง สนับสนุนให้มีการปล่อยเงินกู้ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เพื่อเข้าถึงเกษตรกรมากขึ้น (แนวทางนี้เพื่อชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ 3ให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ รัฐบาลได้อนุมัติโครงการแล้ว 2 โครงการ คือโครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ยางเพื่อขยายกำลังการผลิต/ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรการผลิต วงเงินกู้ 15,000 ล้านบาท และโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบการยางวงเงินกู้ 10,000 ล้านบาท  หมายความว่ารัฐบาลยอมจ่ายเงิน 750 ล้านบาท แทนผู้ประกอบการที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยกู้เงินให้ธนาคารเจ้าหนี้ ในสองโครงการนี้) ในการประชุมครั้ังนี้เป็นครั้งที่ 2 โดยมีใจความการประชุมเพื่อรับฟังการชี้แจงรายละเอียดและแนวปฏิบัติในวันพุธที่ 28 มกราคม 2558 เวลา 08.30 – 12.00 น. ณ ห้องประชุมชุณหะวัน ชั้น 3 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งสรุปประเด็นการประชุม ดังนี้ 
       ระเบียบวาระที่ 1 เรื่องที่ประธานแจ้งที่ประชุมเพื่อทราบ เป็นมติการประชุมครั้งที่แล้วพิจารณาเห็นชอบหลักเกณฑ์เพื่อใช้ในการพิจารณาการขอสินเชื่อในการตรวจสอบรับรองความเหมาะสม และแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบติดตามและเร่งรัดเพื่อนำผลมาวิเคราะห์ความเหมาะสมในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรและให้ สศอ. ติดตามผลจากธนาคารออมสินและประสานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และให้คณะทำงานฯ รายงานความก้าวหน้าทุกเดือน
        ระเบียบวาระที่ 2 รับรองรายงานการประชุม

        ระเบียบวาระที่ 3 ไม่มีเรื่องสืบเนื่องจากการประชุมครั้งก่อน

        ระเบียบวาระที่ 4 เรื่องพิจารณา ในส่วนแรกเป็นเรื่องที่ประชุมพิจารณาแนวทางปฏิบัติ และหลักเกณฑ์อนุมัติการปล่อยสินเชื่อ โดยธนาคารออมสินพิจารณาคุณสมบัติผู้ประกอบการเบื้องต้นและแบ่งกลุ่มผู้ประกอบการได้ 3 กลุ่ม

   กลุ่มที่ 1 กลุ่มที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ของธนาคารพร้อมจะดำเนินการต่อไปได้

   กลุ่มที่ 2 กลุ่มที่มีหลักประกันสินเชื่อและเอกสารประกอบโครงการไม่ชัดเจน

   กลุ่มที่ 3 กลุ่มที่ไม่มีหลักทรัพย์ประกันสินทรัพย์

ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีปัญหาที่ไม่ผ่านเกณฑ์พิจารณาในกลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 3 ด้วยสาเหตุดังนี้

   - หลักทรัพย์ที่ใช้ในการค้ำประกันสินเชื่อเป็นหลักทรัพย์ที่ได้จดจำนองเพื่อค้ำประกันสินเชื่ออื่นกับธนาคารพาณิชย์อยู่ก่อนแล้ว

   - ผู้ประกอบการไม่มีแผนธุรกิจแผนการตลาดและแผนการบริหารงานที่ชัดเจน

   - ผู้ประกอบการไม่ได้ประมาณการเรื่องเงินทุนหมุนเวียน และหลักทรัพย์ที่จะค้ำประกันเพิ่มเติม

   - สัดส่วนหนี้สินต่อทุน (DE) ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ของธนาคารออมสิน

   - ผู้ประกอบการหลายรายยื่นขอรับการสนับสนุนสินเชื่อโดยรวมทั้งการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร การซื้อที่ดิน การสร้างอาคาร รวมทั้งเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน ซึ่งไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการที่สนับสนุนสินเชื่อเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเท่านั้น จะทำให้วงเงินที่ได้รับการสนับสนุนปรับลดลงน้อยกว่าที่ยื่นไว้

ความไม่มั่นใจของธนาคารออมสินในการปล่อยสินเชื่อโดยพิจารณาถึงหลักทรัพย์ค้ำประกันสินเชื่อที่ยังถือหลักเกณฑ์ปกติเช่นเดิมยังไม่ผ่อนปรนให้สำหรับผู้ประกอบการที่จะเข้าร่วมโครงการนี้เนื่องจากยังไม่ชัดเจนในเรื่อง “ขยายกำลังการผลิต” ครอบคลุมเฉพาะเครื่องจักรเท่านั้นหรือไม่หรือรวมถึงการสร้างใหม่/ขยายโรงงาน ซื้อเครื่องจักรใหม่ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งมติ ครม. ไม่มีรายละเอียดระบุไว้ชัดเจน ณ ปัจจุบันผู้ประกอบการยื่นกู้เข้ามาแล้วทั้งหมด 22 ราย ส่งให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมพิจารณาความเหมาะสมของกำลังการผลิตกับเครื่องจักรที่เพิ่มขึ้นและเทคโนโลยีรวมถึงปัญหาด้านมลภาวะแล้ว 3 ราย และผ่านหลักเกณฑ์เบื้องต้นแล้ว 2 ราย อีก 1 รายอยู่ระหว่างการพิจารณา วงเงิน 570 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจัดอยู่ในกลุ่มที่ 2 และ 3 อีก 19 ราย เนื่องจากธนาคารออมสินพบปัญหาที่ไม่ผ่านการพิจารณาข้างต้น

     ผู้แทนสมาคมถุงมือยาง ได้ให้ข้อมูลว่าเรื่องวัตถุประสงค์ของโครงการได้เป็นมติไปก่อนหน้านี้แล้วโดยตัวโครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อ “ขยายปริมาณการใช้ยาง” หากสงสัยให้ทำเรื่องสอบถามไปที่ กนย. หรือ คสช. และยังเสนอให้ธนาคารออมสินทำความเข้าใจและคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของโครงการฯ เพื่อผ่อนคลายหลักเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อด้วยว่า หลักทรัพย์ที่ใช้ค้ำประกันสินเชื่อจะใช้หลักทรัพย์ที่เกิดใหม่จากการเข้าร่วมโครงการเป็นตัวค้ำประกัน และให้ธนาคารออมสินคลายความกังวลใจเนื่องจากสถานการณ์การตลาดถุงมือไทยซึ่งปัจจุบันผลิตไม่พอจำหน่าย โดยไทยต้องซื้อถุงมือยางจากมาเลเซียที่ซื้อยางของไทยไปผลิตถุงมือกลับมาเพื่อขายส่งออก และในเวียดนาม มีโรงงานผลิตถุงมือยาง 14 เครื่อง และ 7 เครื่องที่ผลิตได้นั้น เข้ามาทำสัญญาให้ไทยเป็นตลาดส่งออกให้

     ผู้แทนสมาคมผู้ผลิตถุงมือยางไทย) ได้ให้ข้อมูลสถานการณ์ถุงมือยางว่าทั่วโลกผลิตได้ 1 แสนล้านชิ้น ไทยผลิต 2.7 หมื่นล้านชิ้น มาเลเซีย ผลิต 7 หมื่นล้านชิ้น ตลาดโลกโตขึ้นเฉลี่ย 10 % ต่อปี แต่อัตราการเติบโตไปอยู่ที่ มาเลเซีย จึงต้องทำโครงการเพื่อขยายกำลังการผลิตและการใช้ยางของประเทศให้ มากขึ้น และได้ขอรายชื่อเจ้าหน้าที่ของธนาคารออมสินที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบโครงการนี้ เพื่อให้สมาชิกสมาคมได้ติดต่อประสานงานโดยตรงด้วย

     มติที่ประชุมให้ธนาคารออมสินประสานงานกับสำนักงบประมาณและกระทรวงการคลังพิจารณาสรุปประเด็นปัญหาที่ยังปล่อยสินเชื่อไม่ได้ให้ที่ประชุมพิจารณาแก้ไขต่อไป

          เรื่องพิจารณาในส่วนที่สอง การดำเนินการจัดทำ Public Service Account (PSA) เพื่อขอรับการชดเชยความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตให้แก่ธนาคารออมสินเมื่อธนาคารได้พิจารณาสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการตามกฎ ระเบียบ นโยบาย คำสั่ง ข้อบังคับของธนาคาร อย่างรอบคอบแล้ว ประธานที่ประชุมได้มีบัญชาให้ สศอ. จัดประชุมวงเล็กภายในอาทิตย์หน้า โดยเชิญ นายอำนวย ปะติเส (รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์) เป็นประธาน และให้เชิญผู้เกี่ยวข้องได้แก่ ธนาคารออมสิน กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สมาคมผู้ผลิตถุงมือยางและผู้เกี่ยวข้อง กรมโรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ เพื่อหาข้อสรุป และนำเสนอ ครม. โดยเร็ว และนัดประชุมคณะกรรมการกำกับและติดตามการดำเนินงานโครงการขอสินเชื่อผลิตภัณฑ์ยางครั้งต่อไปในกลางเดือน กุมภาพันธ์ 2558 หลังจากได้ข้อสรุปการประชุมวงเล็กแล้ว

          ข้อเสนอแนะ จากเรื่องพิจารณาแนวปฏิบัติในส่วนแรก ประเด็นปัญหาที่ธนาคารออมสินพบในเรื่องไม่มีแผนธุรกิจแผนการตลาดและแผนการบริหารงานที่ชัดเจนที่ผู้ประกอบการ 19 ราย ต้องจัดทำเป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาขอสินเชื่อนั้น เนื่องจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมมีเครื่องมือและงบประมาณอยู่แล้ว ประธานที่ประชุมได้บัญชาให้ผู้แทนกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม นำเรียน อสอ. ว่าควรพิจารณาระดมเจ้าหน้าที่ ผู้เชี่ยวชาญ และพิจารณางบประมาณเพื่อช่วยผู้ประกอบการที่แจ้งประสงค์ขอกู้ในโครงการนี้ด้วย
สิทธิชนคน กสอ.

วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2558


แผนที่อุตสาหกรรมยางพาราไทย


ตอนที่ 3 (ตอนจบ) : นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ใช้ยางพารา...ใครได้ใครเสีย


            แนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราของไทยทั้งระบบที่รัฐบาลวางแผนดำเนินการไว้ มี 4 แนวทางคือ   
1.เร่งรัดการใช้ยางภายในประเทศให้มากขึ้น โดยนำยางมาใช้สร้างถนน ทำอิฐบล็อก ทำพื้น ฝาย หรือผลิตภัณฑ์แปรรูป เป็นต้น พร้อมทั้งเร่งการโค่นต้นยางเก่าเพื่อลดอุปทานภายในประเทศ ทำให้ลดผลผลิตยาวในอนาคต
2.ผลักดันและเร่งรัดโครงการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ให้สถาบันเกษตรกรรับซื้อยางจากเกษตรกรในราคาที่สูงขึ้น และการปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการ นำเงินเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อใช้ในการแปรรูปยาง อีกทั้ง สนับสนุนให้มีการปล่อยเงินกู้ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เพื่อเข้าถึงเกษตรกรมากขึ้น    (แนวทางนี้เพื่อชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ 3% ให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ รัฐบาลได้อนุมัติโครงการแล้ว 2 โครงการ คือโครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ยางเพื่อขยายกำลังการผลิต/ปรับเปลี่ยนเครื่องจักการผลิต วงเงินกู้ 15,000 ล้านบาท  และโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบการยาง วงเงินกู้ 10,000 ล้านบาท  หมายความว่ารัฐบาลยอมจ่ายเงิน 750 ล้านบาท แทนผู้ประกอบการที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยกู้เงินให้ธนาคารเจ้าหนี้ ในสองโครงการนี้)
3.สร้างตลาดการซื้อขายยางธรรมชาติ โดยเชื่อมโยงให้มีการทำสัญญาซื้อขายและส่งมอบสินค้าจริงระหว่างเกษตรกรชาวสวนยางกับผู้ซื้อ
4.ร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อกำหนดแนวทางจัดการเก็บสต็อกยางร่วมกันนั้น
  ในแนวทางการ.เร่งรัดการใช้ยางภายในประเทศให้มากขึ้น โดยนำยางมาใช้สร้างถนน ทำอิฐบล็อก ทำพื้น ฝาย หรือผลิตภัณฑ์แปรรูป เป็นต้น พร้อมทั้งเร่งการโค่นต้นยางเก่าเพื่อลดอุปทานภายในประเทศ เพื่อให้ลดผลผลิตยางในอนาคต เป็นแนวคิดที่ถูกต้องเหมาะสมและมีมานานแล้ว แนวทางนี้จะไม่ถูกนำไปปฏิบัติให้เกิดขึ้นอย่างเด็ดขาดหากเป็นห่วงเวลาในยุครัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งจะเป็นเพียงหมึกที่เปื้อนติดกระดาษแค่นั้น เพราะมีข้อขัดข้องบางอย่างที่ไม่แสดงออกมาให้เห็นอีกจำนวนมากเปรียบเหมือนก้อนน้ำแข็งที่ลอยน้ำมีส่วนของน้ำแข็งที่จมน้ำอยู่ก้อนใหญ่มากกว่าส่วนที่มองเห็น   สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดในยุครัฐบาลที่มาจาก คสช. คือการสร้างอุปสงค์ยางพาราให้เกิดขึ้นด้วยการใช้การตลาดเป็นตัวขับเคลื่อน  วิธีขับเคลื่อนที่ผู้มีอำนาจรัฐอยู่ในมือคือการออกเป็นนโยบายหรือข้อสั่งการให้หน่วยงานภาคราชการเป็นการเฉพาะ ใช้วัสดุอุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่มียางพาราเป็นวัสดุหรือส่วนประกอบเป็นลำดับแรก เพื่อให้สอดคล้องกับระเบียบราชการ ต้องนำระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535  มาปรับปรุง/แก้ไขใหม่ ให้สนอบตอบต่อนโยบายในการเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศให้มากขึ้นด้วย  วิธีคิดแบบนี้จะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ของยางพาราโดยตรง ความคิดในการนำยางมาใช้ประโยชน์เป็นวัสดุแทนวัสดุอื่นสร้างถนน ทำอิฐบล็อก ทำพื้น  ฝาย หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ นั้นมีมานานแล้ว มีหลายๆ หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ได้ศึกษา วิจัยคิดค้นไว้แล้วระดับหนึ่ง แต่ยังไม่นำมาประยุกต์ใช้และต่อยอดให้เกิดเป็นรูปธรรมออกสู่สาธารณะแม้แต่เรื่องเดียว  ลองมาช่วยกันวิเคราะห์ดูถึงเหตุต่างๆ ที่ผู้เกี่ยวข้องมีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องเหล่านี้ดูว่าเป็นเช่นไร เริ่มจากถ้าได้นำผลงานจากการศึกษา วิจัย คิดค้น การใช้ยางพาราเพื่อทดแทนวัสดุอื่นที่หน่วยงานต่างๆ ทำไว้มาทดลองทำเพื่อใช้งานจริงและรัฐบาลมีนโยบาย/ข้อสั่งการลงมาโดยอาจจะนำร่องทำในที่ใดๆ ก็ได้เช่น  องค์การสวนยาง และหรือที่อื่นๆ เพื่อสร้าง/ปรับปรุงสิ่งปลูกสร้าง  ถนน  ลานกีฬา ฯลฯ  ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ที่ปรับปรุง/แก้ไขให้เอื้อต่อนโยบายการเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศแล้ว  จะเท่ากับเป็นการดึงปริมาณยางพาราเข้าสู่ระบบการผลิตและผลิตภัณฑ์ในเชิงอุตสาหกรรมได้อย่างมากและทันที และต่อมาขยายผลการดำเนินงานรุกเข้าไปในพื้นที่ชุมชนที่อยู่ภายใต้การดูแลของ อบต. อบจ. ตามลำดับ ผู้มีส่วนได้โดยตรงคือเกษตรกรชาวสวนยางจะจำหน่ายผลผลิตได้ราคาที่สูงขึ้นคุ้มค่าเหมาะสมเพราะปริมาณการใช้ยางเป็นที่ต้องการมากขึ้นในภาคอุตสาหกรรม ส่งผลทางอ้อมให้ชีวิตความเป็นอยู่และสังคมดีขึ้น
ภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการอาจมีสองกลุ่มคือทั้งส่วนที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ ในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จะมีแนวคิดในการใช้ยางพาราทำนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทดแทนวัสดุอื่น ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ในระยะแรกต้องมีต้นทุนการพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และลงทุนด้านเทคโนโลยีการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สามารถใช้งานได้เหมาะสมดียิ่งขึ้น (สร้างความก้าวหน้าภาคการแปรรูปในอุตสาหกรรมยางให้สูงขึ้น)  ในกลุ่มที่เสียประโยชน์อาจจะเป็นกลุ่มทุนที่ไม่ต้องการให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ  ที่สร้างผลิตภัณฑ์ใดๆ เข้ามาทดแทน    ผลิภัณฑ์ที่ใช้วัสดุเดิมที่มีใช้อยู่แล้ว หากใช้ยางพาราเป็นวัสดุส่วนผสมในการสร้างถนนทดแทนวัสดุอื่นได้ คำถามที่ว่าวัสดุชนิดที่ใช้อยู่เดิมจะไปอยู่ที่ไหนในอุตสาหกรรม นี่เป็นเพียงหนึ่งเรื่องที่ชวนให้พิจารณา ผลประโยชน์ที่เคยได้รับกลับต้องเสียไปอย่างมหาศาลจะยอมรับได้หรือไม่ หากสถานการณ์เดินไปแบบนี้กลุ่มผู้เสียประโยชน์คงไม่นิ่งเฉยอย่างแน่นอนจะต้องมีกระบวนการอะไรบางอย่างออกมาเพื่อสกัดไม่ให้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะใช้ยางพาราเป็นวัสดุประกอบแทนวัสดุอื่นสร้างถนนออกมาได้อย่างง่ายๆ เห็นอะไรที่เป็นเรื่องที่ขัดแย้งกันอยู่บ้างหรือไม่ ด้วยการลงทุนทางด้านเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมที่ต้องใช้เม็ดเงินอย่างมาก จึงอาจมีบางสิ่งหรือแหล่งข้อมูลบางแห่งที่ส่งสัญญาณออกมาว่ามีความไม่คุ้มค่าในการลงทุน หรือศึกษาดูแล้วมีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าการทำถนนแบบปัจจุบันมากเพื่อหวังผลเก็บโครงงานนี้ไว้ก่อน หากแนวคิดนี้เป็นจริงก็น่าเสียดายโอกาสในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมอย่างมาก เมื่อพิจารณาว่าถ้านำเม็ดเงินที่จ่ายชดเชยแทนดอกเบี้ยเงินกู้ในสองโครงการนั้น จำนวน 750 ล้านบาท นำไปสร้างสิ่งปลูกสร้างหรือที่มียางพาราเป็นส่วนประกอบทดแทนวัสดุอื่น หรือให้หน่วยงาน/องค์กรต่างๆ นำไปวิจัย/ค้นคว้าและพัฒนาเทคโนโลยีการสร้างถนนด้วยยางพาราทดแทนวัสดุอื่น ผลการดำเนินงานถึงแม้จะเป็นการนำร่องและไม่ประสบผลสำเร็จอย่างสมบูรณ์ แต่ความคุ้มค่าได้มากกว่าเมื่อเปรียบเทียบเม็ดเงินจำนวนเดียวกันที่ภาครัฐต้องจ่ายชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ  เพราะนำไปสร้าง/ปรับปรุงสิ่งปลูกสร้างที่มียางพาราเป็นส่วนประกอบทดแทนวัสดุอื่น ส่งผลโดยตรงถึงตัวเกษตรการชาวสวนยางพาราสามารถวัดค่าได้
การผลักดัดให้เกิดอุปสงค์ทำให้เกิดตลาดขนาดใหญ่นั้นรัฐบาลทำได้ด้วยการออกนโยบาย หรือข้อสั่งการ เช่น ให้ส่วนราชการท้องถิ่นสร้างหรือซ่อมถนนที่มียางพาราเป็นส่วนประกอบ หรือพื้นลานกีฬา อุปกรณ์การกีฬา วัสดุและผนังกันกระแทรก ฯลฯ   ผลที่จะเกิดขึ้นก็คือเม็ดเงินจำนวน 750 ล้านบาท (เงินที่จะต้องนำไปชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการ) จะถูกนำไปซื้อยางพาราจากเกษตรกรชาวสวนยางโดยตรง (เกษตรกรชาวสวนยางได้รับประโยชน์โดยตรงเต็มเม็ดเต็มหน่วย) เพื่อนำไปแปรรูปทำผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมภาคการผลิตที่ใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบจะหันมาสนใจลงทุนใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการสร้างถนนด้วยยางพารามากขึ้นเพราะมีตลาดขนาดใหญ่รองรับแน่นอน จะส่งผลให้เกิดสองเรื่องคือ การปรับโครงสร้างปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศให้สูงขึ้น และส่งเสริมการพัฒนาวิทยาสาสตร์ นวัตกรรมและเทคโนโลยีการสร้างผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มีส่วนประกอบของยางพาราทดแทนวัสดุอื่น ภาคอุตสาหกรรมก็จะยกระดับการพัฒนาให้สูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่งอย่างต่อเนื่องและนโยบายอย่างนี้ไม่ถือว่าเป็นการกีดกันทางการค้าเพราะเป็นการสร้างสาธารณูปโภคของประเทศ มองในระยะยาวแล้วคุ้มค่ามาก เพียงแต่รัฐบาลในยุค คสช. มีความกล้าหาญเพียงพอที่จะออกมาตรการเพื่อให้ อบจ. และ อบต. นำไปปฏิบัติด้วยการให้สร้าง/ซ่อมสิ่งปลูกสร้าง ถนนและสาธารณูปโภคพื้นฐาน ในพื้นที่ที่ตนเองดูแลให้ใช้ยางพาราเป็นวัสดุประกอบ ผลที่เห็นชัดเจนคือยางพารามีช่องทางระบายออกสู่ตลาดที่ใหญ่มากๆ ลองเปรียบเทียบดูความคุ้มค่าผลที่คาดว่าจะได้รับกับเม็ดเงินที่ใส่ลงไปคงเห็นแนวทางที่ควรแล้วครับ

                                                 ติดตามบทความ/แหล่งข้อมูล

เรียบเรียง : สิทธิชนคน กสอ.

วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2558

เว็บไซต์มือใหม่

ขอบคุณครับผู้บริหารที่ให้ความสนประเด็นการสร้าง กองพัฒนาอุตสาหกรรมรายสาขา 2 (กพข.2)ให้เป็นหน่วยงานที่เป็นเพื่อนแท้สนับสนุนและส่งเสริมภาคธุรกิจอุตสาหกรรม ให้อยู่ในใจและความทรงจำที่ดีของผู้ประกอบการและผู้มีส่วยเกี่ยวข้องตลอดไป

          ภารกิจนี้จะทำสำเร็จได้  หน่วยงาน กพข.2 เองต้องทำการตลาดด้วย และหนึ่งในกิจกรรมทางการตลาดคือการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กิจกรรมและสารสนเทศต่างๆ  ของหน่วยงานลงในช่องทางผ่านเว็บไซด์ การใช้เว็บไซด์เป็นเครื่องมือนั้น ส่วนที่เป็น Software มีส่วนประกอบอยู่สองอย่างคือ ส่วนทีหนึ่งบุคลากรที่ทำหน้าที่เป็น Back Office ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลเนื้อหาข้อมูล เทคนิคและศิลปะเพื่อนำเสนอข้อมูลบนเว็บไซด์ และในส่วนที่สองเกี่ยวกับตัวข้อมูลที่จะนำเสนอบนเว็บไซต์ เป็นส่วนสำคัญมากในการสร้างการรับรู้ การยอมรับของผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรม แนวทางที่จะได้ข้อมูลที่ดีนั้นผู้บริหารจำเป็นต้องมอบหมายให้บุคลากรในส่วนงานต่างๆ ภายใต้ กพข.2 เป็นผู้จัดทำข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุน Back Office นำเสนอข้อมูลให้ผู้ประกอบการและผู้เกี่ยวข้องผ่านช่องทางเว็บไซต์ต่อไป          
          กระบวนการทั้งหมดนี้คาดว่าจะเกิดผลลัพธ์ในการรับรู้และยอมรับภาพลักษณ์ที่ดีของ กพข. 2 อย่างแน่นอน 

วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2558

แผนที่ยางพาราไทย

ตอนที่ 2 : สินเชื่อยางแนวทางพยุงราคา

โครงการสินเชื่อยาง เป็นโครงการหนึ่งที่อยู่ในแนวทางที่ 2 (ผลักดันและเร่งรัดโครงการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ให้สถาบันเกษตรกรรับซื้อยางจากเกษตรกรในราคาที่สูงขึ้น และการปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการ นำเงินเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อใช้ในการแปรรูปยาง อีกทั้ง สนับสนุนให้มีการปล่อยเงินกู้ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เพื่อเข้าถึงเกษตรกรมากขึ้น)ในส่วนของการชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับผู้ประกอบการนำเงินไปซื้อน้ำยางข้นเพื่อเก็บน้ำยางเข้าสะต๊อกของโรงงานให้เต็มจำนวนสะต๊อก     ใช้วงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยให้ผู้ประกอบการกลุ่มน้ำยางข้นกู้เงินหรือขอสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ตามที่ผู้ประกอบการมีอยู่ เพื่อนำเงินไปหมุนเวียนซื้อน้ำยางข้นจากเกษตรกรชาวสวนยางมาเข้าสะต๊อกให้เต็มจำนวนในช่วงเวลาที่ผลผลิตน้ำยางออกมามาก โดยเล็งเห็นผลว่าเป็นการดึงปริมาณน้ำยางออกจากมือเกษตรกรให้มากที่สุดและเร็วที่สุดและคาดว่าจะส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำยางข้นมีมากยิ่งขึ้นเพื่อดึงราคายางพาราให้สูงขึ้นตาม วิธีที่ทำก็คือกลุ่มผู้ประกอบการกลุ่มน้ำยางข้นไปกู้เงินจากสถาบันการเงินมาใช้ซื้อน้ำยางข้นในวงเงิน 10,000 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ผู้ประกอบการต้องจ่ายให้ธนาคารเจ้าหนี้ตามอัตราดอกเบี้ยของสถาบันการเงิน ซึ่งปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 บาท คิดเป็นเม็ดเงินที่ใช้ในโครงการอยู่ที่ 500 ล้านบาท ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการสินเชื่อยางจะได้รับการชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 3 บาท รวมเม็ดเงิน 300 ล้านบาท หมายความว่าผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการสินเชื่อยางจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ให้ธนาคารเจ้าหนี้รวมทั้งสิ้น 500 ล้านบาท ในจำนวนนี้ภาครัฐจ่ายชดเชยแทนให้ 300 ล้านบาท ผู้ประกอบการจ่ายเอง 200 ล้านบาท  เรื่องแบบนี้ท่านเห็นเป็นอย่างไรมาพิจารณาวิเคราะห์เรื่องนี้กันสักหน่อยจะได้เห็นมุมมองต่างๆ ได้หลากหลายยิ่งขึ้น  ก่อนอื่นต้องชมรัฐบาลยุคที่มาจาก คสช. ว่าทำงานได้อย่างรวดเร็ว คำนึงถึงความเดือดร้อนและเรื่องปากท้องของพี่น้องเกษตรกร ทุ่มเทการทำงานอย่างหนักเพื่อคลี่คลายความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรการอย่างแท้จริง เรื่องนี้ถูกยกขึ้นเป็นวาระปัญหาระดับชาติ ก็คิดว่าโครงการสินเชื่อยางซึ่งเป็นกลไกชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งที่จะขับเลื่อนการแก้ปัญหาราคายางทั้งระบบได้ส่งผลเป็นลูกโซ่ถึงตัวเกษตรกรชาวสวนยางจริงๆ คงได้ระดับหนึ่ง ท่านก็เห็นด้วยตามความข้างต้นนี้นะครับ  ในมุมมองอีกด้านหนึ่ง เมื่อพิจารณาดูกันอีกทีเปรียบเทียบข้อมูลให้รอบด้านแล้วค่อยสรุปตกผลึกทางความคิดกันดีกว่า ตามที่เราเห็นว่าเรื่องราวของยางพาราตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่ามีบทสรุปที่เป็นหัวใจอยู่ที่ภาคอุปทาน มีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าภาคอุปสงค์ การใช้มาตรการช่วยเหลือผ่านเครื่องมือต่างๆ เช่นโครงการสินเชื่อยางเพื่อพยุงราคายางจึงถือว่าเป็นการใช้เครื่องมือที่ถูกต้องเหมาะกับเวลาหรือไม่ ถ้าเปรียบปริมาณยางที่ผลิตออกมาเรื่อยๆ เหมือนปริมาณฝนตกไม่หยุดมีน้ำที่ไหลหลากลงมาจากภาคเหนือเข้าสู่ภาคกลาง การผันน้ำลงสู่ทะเลเปรียบเหมือนกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ยางซึ่งในภาวะปกติระบายได้ทันก็ไม่เป็นประเด็นปัญหา ปริมาณน้ำที่ไหลลงมามีอัตราที่มากกว่าอัตราปริมาณน้ำที่ระบายออกไป สถานการณ์นี้ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมแน่นอน เช่นเดียวกับปริมาณยางพาราที่ระบายขายออกไปไม่หมดจึงมีปริมาณยางเหลืออยู่ในระบบฉันนั้น แล้วอย่างไรจะเป็นการช่วยไม่ให้น้ำท่วมได้  วิธีคิดเรื่องยางพาราก็เป็นแนวทางเดียวกัน มีผู้คิดได้เสนอข้อคิดความเห็นทั้งระบบให้รัฐบาลออกมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางและยกระดับราคายางพาราให้สูงขึ้น เครื่องมือหนึ่งในมาตรการเหล่านั้นก็คือโครงการสินเชื่อยาง ภาพของโครงการนี้แสดงออกมาให้เห็นว่าเป็นโครงการที่ดีในระดับหนึ่ง เนื้อหาหลักของโครงการเป็นการชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการกลุ่มน้ำยางข้นในอัตราร้อยละ 3 ที่ไปกู้สถาบันการเงินต่างๆ ในวงเงินกู้รวม 10,000 ล้านบาท  โดยมีเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการนำเงินกู้นี้ไปหมุนเวียนซื้อน้ำยางข้นเก็บเข้าสะต๊อกให้เต็มตลอดเวลา เมื่อโครงการนี้ดำเนินต่อไปคาดการได้ว่าจะมีปริมาณน้ำยางข้นจำนวนหนึ่งจะไหลเข้าโกดังเก็บของผู้ประกอบการ เกษตรกรชาวสวนยางขายน้ำยางได้ปริมาณเพิ่มขึ้น คล้ายกับตลาดมีความต้องการมากขึ้นราคาน้ำยางก็จะขยับตัวสูงขึ้นแต่วัดค่าไม่ได้ว่า ราคาสูงขึ้นแค่ไหนจากโครงการนี้  เกษตรการชาวสวนยางไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงต้องรอดูไปว่าโครงการนี้จะส่งผลต่อราคาน้ำยางมากน้อยแค่ไหนอย่างไร เปรียบเหมือนการทำโครงการนี้ผิดฝาผิดตัวหรือเกาไม่ถูกที่คัน ถ้าหันมาดูแบจำลองเปรียบเทียบกับสถานการณ์น้ำท่วม  คล้ายกับว่าโครงการนี้กำลังใช้ความพยายามต่อสู้กับสถานการณ์น้ำท่วมด้วยการสร้างแก้มลิงเป็นตัวช่วยดูดซับปริมารณน้ำยางที่กำลังไหลสู่ตลาด  ก็ช่วยได้ระดับหนึ่งซึ่งค่อนข้างจะได้ผลน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณน้ำยางที่ผลิตออกมากและระบายออกต่างประเทศได้ช้าและปริมาณไม่มากพอ  เหตุการณ์ลักษณะนี้จะเกิดขึ้นซ้ำๆ เป็นแบบนี้ทุกปี   ทีนี้ลองพิจารณาแยกส่วนให้ชัดถึงผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น โครงการนี้มีผู้เกี่ยวข้องได้เสียอย่างไรบ้าง เริ่มจากคนที่หนึ่งคือภาครัฐ  มติ ครม.เห็นชอบให้ดำเนินโครงการนี้ รัฐจำต้องนำภาษีอากรจากประชาชนออกมาจ่ายชดเชยค่าดอกเบี้ยเงินกู้ให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ 300 ล้านบาท  คนที่สองเป็นเหล่าผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ เป็นผู้รับผลประโยชน์นี้จากเงินภาษีอากร 300 ล้านบาทที่รัฐบาลจ่ายแทนให้ คนที่สามเป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่ขายน้ำยางได้ราคาที่สูงกว่าราคาตลาดปกติทั่วไป (สูงกว่ากี่บาทหรือไม่) ข้อนี้ไม่สามารวัดเป็นมูลค่าออกมาได้ ภาพที่แสดงให้เห็นนี้ยังสามารถบ่งชี้ถึงกลุ่มผู้รับประโยชน์จากโครงการนี้ เชื่อได้ว่าน่าจะมาจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับยางพาราเพียงไม่กี่รายที่เสนอแนวความคิดนี้เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ ออกมาช่วยเหลือพยุงราคายางไม่ให้ตกต่ำ เป็นผลงานเด่นของรัฐบาล เพื่อพิสูจน์ความจริงและการยอมรับผลงานชิ้นนี้ ต้องมีหน่วยติดตามสำรวจและสอบถามจากพี่น้องเกษตรการชาวสวนยางว่าได้รับประโยชน์ราคาที่เพิ่มขึ้นและมีความพึงพอใจกับมาตรช่วยเหลือในโครงการสินเชื่อยางหรือไม่ คำตอบนั้นคือเสียงสวรรค์ที่ต้องน้อมรับนะครับ

เรียบเรียง : สิทธิชนคน กสอ.

วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2557

แผนที่อุตสาหกรรมยางพาราไทย

ตอนที่ 1 ก้าวย่างของยางไทย

ในโลกใบนี้มีสรรพสิ่งเกิดขึ้นอยู่มากมาย หากจะเลือกสนใจเรื่องบางเรื่องก็จะทำให้เราเข้าใจสิ่งเหล่านั้นและเห็นภาพต่างๆได้อย่างชัดเจน เรื่องราวของยางธรรมชาติเป็นเรื่องที่เล็กมากๆ ในโลกใบนี้แต่กลับเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะเกษตรกรชาวสวนยางของประเทศไทย  สภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันบนโลกใบนี้เกี่ยวกับสถานการณ์ยางธรรมชาติ โดยเฉพาะยางพาราซึ่งในที่นี้ถือว่าเป็นตัวหลักของเรื่องนี้ ภาคอุปทาน ยางพาราของโลกในปัจจุบัน ปี ค.ศ. 2014   ผลผลิตยางพาราที่ผลิตได้จากแหล่งปลูกยางพาราทั่วโลกรวมกันได้ 12.257 ล้านตัน  ในจำนวนนี้ประเทศไทยที่มีสวนยางพารากระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ผลิตยางได้ 4.2 ล้านตัน ซึ่งเทียบส่วนแล้วจัดว่าเป็นประเทศผู้ผลิตยางได้เป็นอันดับ 1 ของโลก รองลงไปก็เป็นประเทศอินโดนีเซียตามลำดับ แนวโน้มปริมาณการผลิตยางพาราของโลกมีปริมาณค่อยๆเพิ่มขึ้นทุกปี  ภาคอุปสงค์ ยางพาราของโลกในปีเดียวกันก็มีปริมาณความต้องการใช้ยางพาราในการผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน  ยางพาราในส่วนของประเทศไทยที่ผลิตได้ทั้งหมดเรามีความสามารถนำมาแปรรูปผลิตเป็นสินค้าอุตสาหกรรมที่ใช้ในประเทศและส่งออกได้เพียงร้อยละ 13 หรือคิดเป็นปริมาณยางได้ 4.6 แสนตัน ผลผลิตยางส่วนทีอยู่นอกการแปรรูปของเราถูกจำหน่ายให้ภาคอุปสงค์นอกประเทศไปในหลายๆ ประเทศทั้งในแถบยุโรป อเมริกา ฯลฯ  และคู่ค้าที่เป็นลูกค้ารายใหญ่ของไทยที่มีความต้องการใช้ยางพารามากและซื้อยางพาราของไทยนำไปผลิตสินค้าคือประเทศจีน ในมณฑลซานตงซึ่งมีเมืองชิงเต่าเป็นเมืองเอกด้านอุตสาหกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง และเมืองกว่างเหยาก็เป็นเมืองคู่ขนานของเมืองชิงเต่าที่ใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าผลิภัณฑ์ยาพารา โดยเฉพาะการผลิตยางล้อรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 1 ของประเทศจีน ผลิตได้กว่าปีละ 150 ล้านเส้น มูลค่ากว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ใช้ยางพาราไปในกระบวนการผลิตรวม 1 ล้านตันและประมาณครึ่งหนึ่งของยางพาราที่ใช้ได้ซื้อจากประเทศไทย อย่างไรก็ตามการขายยางพาราให้ภาคอุปสงค์นอกประเทศสามารถขายออกไปได้จำนวนหนึ่งซึ่งยังมีปริมาณยางพาราคงค้างที่ผลิตได้อยู่ในสะต๊อกจำนวนมากสะสมมาทุกๆ ปี ประกอบกับมีข้อมูลปริมาณยางเพิ่มขึ้นเป็นผลจากนโยบายของประเทศจีนที่ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้รับสัมปทานพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ 99 ปี แถบทิศเหนือของประเทศลาวเพื่อปลูกยางพาราป้อนอุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยางของประเทศจีน ข้อมูลตรงนี้ทำให้เราเห็นว่าแนวโน้มต่อจากนี้ไปทั้งปริมาณยางของโลกและราคายางจะไม่มีทางสูงขึ้นอย่างแน่นอนด้วยปัจจัยภาคอุปทานเติบโตมากกว่าภาคอุปสงค์ เกษตรกรชาวสวนยางของไทยคงเห็นอนาคตแล้วของตนเองแล้วว่าจะมีทิศทางขาลง  ความจริงที่ผ่านมาจะเห็นปรากฏการที่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางออกมาเรียกร้อยให้ภาครัฐช่วยเหลือ หรือให้ช่วยพยุงราคายางพาราให้ จะเห็นได้ทุกปีจนคุ้นชินแล้ว
ปัจจุบันในรัฐบาลยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ( คสช. )  เรื่องราคายางพาราตกต่ำ ก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญรัฐบาลถือให้เป็นวาระแห่งชาติ เพราะเกษตรกรชาวสวนยางมีความเดือดร้อนมาก ราคาที่ขายได้ต่ำมาก ราคาลงลึกถึงประมาณ 3 กิโลกรัม 100 บาท ไม่คุ้มกับต้นทุนการผลิต เกษตรกรชาวสวนยางจึงออกมาเรียกร้อยให้รัฐบาลรับซื้อหรือประกันราคาให้ 60 บาท/กิโลกรัม ในขณะที่ราคาน้ำยางสด ณ. เวลาปัจจุบัน ราคาตลาดโลกอยู่ที่กิโลกรัมละ 43 บาท ก็อ่านความได้ว่า รัฐบาลคงไม่อาจสนองตอบต่อข้อเรียกร้องนี้ได้ ภายใต้การนำรัฐบาลจาก คสช. ได้ระดมความคิดเห็นจากหลายๆ ภาคส่วนเพื่อแก้ปัญหาอุตสาหกรรมยางทั้งระบบจนเป็นข้อสรุป 4 แนวทาง คือ 1.เร่งรัดการใช้ยางภายในประเทศให้มากขึ้น โดยนำยางมาใช้สร้างถนน ทำอิฐบล็อก ทำพื้น ฝาย หรือผลิตภัณฑ์แปรรูป เป็นต้น พร้อมทั้งเร่งการโค่นต้นยางเก่าเพื่อลดอุปทานภายในประเทศ ทำให้ลดผลผลิตยาวในอนาคต 2.ผลักดันและเร่งรัดโครงการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ให้สถาบันเกษตรกรรับซื้อยางจากเกษตรกรในราคาที่สูงขึ้น และการปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการ นำเงินเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อใช้ในการแปรรูปยาง อีกทั้ง สนับสนุนให้มีการปล่อยเงินกู้ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เพื่อเข้าถึงเกษตรกรมากขึ้น 3.สร้างตลาดการซื้อขายยางธรรมชาติ โดยเชื่อมโยงให้มีการทำสัญญาซื้อขายและส่งมอบสินค้าจริงระหว่างเกษตรกรชาวสวนยางกับผู้ซื้อ และ 4.ร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อกำหนดแนวทางจัดการเก็บสต็อกยางร่วมกัน  
เรียบเรียง : สิทธิชนคน กสอ.

วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

งาน Shandong (China)-Thailand Investment Promotion and Matchmaking Forum

สรุปเนื้อหางาน Shandong (China)-Thailand Investment Promotion and Matchmaking Forum  25 November 2014  ณ  MSC Hall, Ramada Plaza Bangkok Menam Riverside Hotel ในครั้งนี้จัดเป็นครั้งที่ 4  โดยสมาคมการค้าและการลงทุนเอเซียน-สากลและสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงาน CPPCC. Shandong Provincial Committee, CCPIT  Shandong Sub-council และ CCPIT Zibo Committee  นำคณะนักธุรกิจจากมณฑลซานตง    กว่า 50 คน จากอุตสาหกรรม สาขายางรถยนต์และผลิตภัณฑ์ยาง เซรามิก และกระเบื้อง เครื่องจักรกล ผักและผลไม้ เข้าร่วมงานครั้งนี้ซึ่งมีนักธุรกิจไทยและผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานกว่า 200 คน โดยงานแบ่งออกเป็น 2 ส่วน
ส่วนที่ 1 เป็นการกล่าวสุนทรพจน์ โดย MR. Chen Guang  รองประธานสมาคมการค้ามณฑลซานตง  เพื่อให้ข้อมูลในการแสวงหาความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนระหว่าง สมาคมการค้าการลงทุนเอเซียน-สากล (ไทย) และสมาคมการค้ามณฑลซานตง (จีน) โดยรวมแล้วเป็นการให้ข้อมูลการค้าการลงทุนในสาขาอุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยาง ทั้งนี้ MR. Chen Guang  ผู้แทนสมาคมการค้ามณฑลซานตง ได้ให้ข้อมูลว่า มณฑลซาตง มีประชากรกว่า 97 ล้านคน  GDP โตขึ้น 8.82% มูลค่าสูงถึง 91 แสนล้านสหรัฐ ซึ่งมี เมืองชิงเต่า  เป็นเมืองเอกด้านอุตสาหกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์จากยาง และเมืองกว่างเหยา เป็นเมืองเอกด้านการผลิตยางล้อรถยนต์ ปีละ 150 ล้านเส้น มูลค่ากว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ  MR. Chen Guang  ได้แนะนำให้นักธุรกิจเข้าไปทำการค้าการลงทุนในประเทศไทยเนื่องจาก นักธุรกิจจีนมีความพร้อมทางด้านเงินทุน มีเทคโนโลยีและมีประสบการในการบริหาร ส่วนประเทศไทยมีข้อดีและความได้เปรียบหลายอย่าง เช่นแหล่งทำเลเป็นศูนย์กลางในอาเซียน  ไทยมีการตลาดและกลไกการประสานงานที่ดี  ด้านทรัพยากรมีความได้เปรียบทางการแปรรูป เช่นยางพารา ข้าวโพด มันสำปะหลัง และไทยเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมดี เปิดกว้างไม่กีดกันคนอื่น และมีอารยธรรมมนุษย์ดี อีกทั้งจะได้รับการส่งเสริมและใช้สิทธิพิเศษต่างๆ และยอมรับว่าจะส่งเสริมผลักดันให้เพิ่มการลงทุนการค้าให้มากยิ่งขึ้น ตัวอย่างนักธุรกิจที่เข้ามาลงทุนผลิตยางล้อรถในไทยได้จัดตั้ง บริษัท หลิงหลงคาย จำกัด  นักธุรกิจที่จะเข้ามาลงทุนต้องเข้ามาอย่างถูกทาง ถูกต้องด้วย
MR. Xiam Jing Liang  ประธานสมาคมการค้าการลงทุนเมือง กว่างเหยา ซึ่งเป็นเมืองด้านอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้ยางพาราผลิตล้อยาง อันดับ 1 ของประทศจีน ได้กล่าวเชิญชวนนักธุรกิจจีนและให้คำมั่น 3 ข้อในการจะผลักดันให้เกิดความร่วมมือทางการค้าการลงทุนกับไทยให้มากยิ่งขึ้น
-จะผลักดันให้นักธุรกิจในนิคมอุตสาหกรรมยางพาราของเมือง กว่างเหยา โดยคัดเลือกมาอย่างน้อย 8 ธุรกิจจะส่งเสริมให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย เช่นเดียวกับ 25 ธุรกิจที่ไปลงทุนในประเทศ ลาว  มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย
-จะผลัดดันให้ซื้อยางพาราจากประเทศไทยให้มากขึ้น เนื่องจากปริมาณการใช้ยางพาราของเมืองกว่างเหยาใช้อยู่ประมาณ 1 ล้านตัน และในจำนวนนั้นมีครึ่งหนึ่งนำเข้าจากประเทศไทย
-ขอเชิญชวนให้นักธุรกิจไทยเข้าร่วมงาน Expo ช่วงเดือน พฤษภาคม 2558 ด้วย
ในส่วนของสมาคมการค้าและการลงทุนเอเซียน-สากล  โดยสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้ให้ข้อมูลเนื้อหาดังนี้
 -นางอัชรีน  พณพงษ์ชัย รองเลขาฯ BOI ได้ให้ข้อมูลสำหรับการส่งเสริมว่า ประเทศไทยมีการจัดโซนอุตสาหกรรม 3 โซน คือ โซนกรุงเทพฯ ปริมณฑล  โซนจังหวัดในภาคเหนือ-ตะวันออก-ใต้ และโซนจังหวัดติดชายแดนเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ยังมีสำนักงาน BOI ในประเทศจีนอีก 3 แห่ง อยู่ที่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ และกวางโจว  หากต้องการขอรับคำแนะนำเพิ่มเติมได้ที่ 3 สาขาโดยตรง   สำหรับนโยบายส่งเสริมการลงทุนใหม่จะเน้นไปที่เพิ่มมูลค่าการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีสูง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยการส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทยจะส่งเสริมครอบคลุมหลายด้าน อาทิเช่น ด้านการเงิน ลงทุนได้อย่างอิสระ  การถือคลองที่ดิน สำหรับธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI ถือครองได้ไม่จำกัดเวลา เมื่อย้ายฐานการผลิตหรือเลิกธุรกิจต้องขายหรือเปลี่ยนผู้ถือครองใหม่   การนำเข้า-ส่งออก ไม่จำกัดและไม่กำหนดอัตราส่วนวัตถุดิบท้องถิ่นที่ใช้สิทธิพิเศษ ด้านภาษีรายได้เป็นร้อยละ 0 (ภาษีรายได้เป็นศูนย์) ใน 8 ปีแรก และจ่ายภาษีรายได้ครึ่งหนึ่งใน 5 ปี หลังจาก 8 ปีแรก
-ผู้แทนจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (Industrial Estate Authority of Thailand : IEAT) ได้ให้ข้อมูลกับนักธุรกิจว่าประเทศไทยมีนิคมอุตสาหกรรมที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐและภาคเอกชนรวมกันมีอยู่ 56 แห่ง กระจายอยู่ตามโซนต่างๆ เนื่องจากการผลิตยางพาราของไทย ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 ไทยมีการผลิตยางพาราเพิ่มขึ้นทุกปี ถึงปีปัจจุบัน ค.ศ. 2014  คาดว่าผลผลิตยางพาราของโลกจะอยู่ที่ 12.257 ล้านตัน และประเทศไทยผลิตได้ 4.2 ล้านตัน ซึ่งถือว่าผลิตเป็นที่ 1 ของโลก และเร็วๆ นี้จะจัดตั้ง Rubber City บนเนื้อที่ 1.22 ล้านตารางเมตร ที่จังหวัดสงขลา ซึ่งห่างจากชายแดนมาเลเซียใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่งโมง ภายในนิคมมีบริษัทที่ผลิตวัสดุก่อสร้างจากยาง และบริษัท มิชลิน จำกัด ผู้ผลิตล้อรถยนต์รายใหญ่รายหนึ่งในประเทศไทย เป็นต้น  และภายในปี ค.ศ. 2017 จะมีศูนย์วิจัย ศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์ อยู่ใน Rubber City และสามารถให้บริการสำหรับธุรกิจอุตสาหกรรมยางขั้นกลาง และขั้นปลาย  ทั้งนี้นิคมอุตสาหกรรมยางจะได้รับการให้สิทธิพิเศษ ด้านการนำเข้า-ส่งออก เครื่องจักร  การถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน  การทำธุรกรรมการเงิน  คนและแรงงานเป็นกรณีพิเศษเพื่อส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ภาคใต้
ส่วนที่ 2 เป็นกิจกรรมเปิดโต๊ะเพื่อสร้างบรรยากาศความร่วมมือทางการค้า การลงทุน แสวงหาคู่การค้า หุ้นส่วนการการ และพันธมิตร ระหว่างนักธุรกิจจีน –ไทย มีโต๊ะนักธุรกิจเข้าร่วมฝ่ายไทย 60 รายและฝ่ายจีน 50 ราย

ข้อเสนอแนะ เพื่อสร้างบรรยากาศความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนระหว่าง สมาคมการค้าการลงทุน  เอเซียน-สากล (ไทย) และสมาคมการค้ามณฑลซานตง (จีน) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยาง เห็นสมควรที่จะผลักดันให้ สย.กพข. 2 กสอ. จัดพาผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยางพาราเข้าร่วมงาน Expo ในครั้งต่อไป