วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เข็มเล่มที่่ 1


เข็มเล่มที่ 1   (ที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมมุ่งไป)
 เพื่อสนองต่อนโยบายภาครัฐ   -  ข้อ 3.3   นโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ  และ - นโยบายครัวไทยสู่ครัวโลก
               3.3.1 ภาคเกษตร    ( 8)  พัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าเพิ่มเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก โดยการส่งเสริมการผลิตสินค้าใหม่ที่มีกำไรสูงมีการแปรรูปอย่างครบวงจร เพื่อแสวงหามูลค่าเพิ่มสูงสุด
                 3.3.2 ภาคอุตสาหกรรม  ( 3)  พัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปบนฐานความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับสินค้าให้มีคุณภาพ มีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล และมีโอกาสในการขยายตลาด
โครงการอุทยานอุตสาหกรรมอาหารแห่งประเทศไทย  (THAILAND FOOD VALLEY) ตามที่อ้างถึงมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2555 ได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานหลักในการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อ ศึกษารายละเอียดในการกำหนดพื้นที่ดำเนินการโครงการ อุทยานอุตสาหกรรมอาหารแห่งประเทศไทย (THAILAND FOOD VALLEY) ในภาพรวมของประเทศ โดยคำนึงถึงการเพิ่มมูลค่าของผลผลิตการเกษตร โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน และอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นกรรมการและเลขานุการ
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้ให้ความสำคัญกับสาขาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป โดยได้ดำเนินการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับสินค้าให้มีคุณภาพ และมาตรฐาน ภายใต้โครงการ / กิจกรรมต่างๆ  การจัดทำกรอบแผนปฏิบัติการโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป ระยะเวลา 6 ปี (2555-2561) รวมวงเงินงบประมาณ 849 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายคือ วิสาหกิจในโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปได้รับการส่งเสริมและพัฒนา จำนวน 4,210 กิจการ บุคลากรในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปได้รับการพัฒนาจำนวน 7,850 คน และผลิตภัณฑ์ด้านเกษตรแปรรูปได้ถูกพัฒนาเพิ่มเพิ่มมูลค่า จำนวน 1,770 ผลิตภัณฑ์
         
 สพร.กสอ. ได้ดำเนิน ในปีงบประมาณ 2556 ดังนี้
                1. โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป โดย สำนักพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป (สพร.) ซึ่งอยู่ระหว่างการวางแผนและเตรียมความพร้อมในการดำเนินงานกิจกรรม
                    1.1 การพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป
                              - สร้างเครือข่ายผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหาร 90 กิจการ
                                     - ให้คำปรึกษาแนะนำด้านเทคนิคและการจัดการ  100 กิจการ
                                      - สร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์ 120 กิจการ / 120 ผลิตภัณฑ์
                      1.2 การสร้างความร่วมมือแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร
                              - อบรมเชิงปฏิบัติการถ่ายทอดเทคโนโลยีการแปรรูปผลผลิตการเกษตรขั้นต้นให้ผู้ประกอบการในชุมชน 300 คน
                                     - พัฒนาเครื่องต้นแบบแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร 5 ต้นแบบ
                                     - อบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีเครื่องต้นแบบ 250 คน
                     1.3 การพัฒนาบุคลากรด้านอุตสาหกรรมการเกษตร
                             -    เสริมสร้างและพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปให้มีความรู้ด้านรับรองระบบมาตรฐานสากล 300 คน
                     1.4 กิจกรรมสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป เช่น จัดทำฐานข้อมูลงานวิจัยกิจกรรมเสริมภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป และการศึกษาแนวโน้มการเชื่อมโยงธุรกิจสู่ตลาดอาเซียน +6

วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2555


                   หลักการและเหตุผลของการจัดทำฐานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตร
          จากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (2553) ที่ทำการประมาณการ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามคู่มือการจัดทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ IPCC ฉบับปรับปรุง ปี ค.ศ. 1996  (The Revised 1996 IPCC Guideline for National Greenhouse Gas Inventories) พบว่าภาคเกษตรของไทยที่มีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับสองรองจากภาค พลังงาน โดยในปี พ.ศ. 2553 ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 229 ล้านตันก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า  ในจำนวนนี้เป็นการปล่อยจากภาคเกษตรประมาณ 52 ล้านตันก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดเป็นร้อยละ 23 ซึ่งเป็นสัดส่วนการปล่อยก๊าซที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการเกษตรของโลกซึ่งอยู่ที่ระดับร้อยละ 14  ก๊าซหลักที่ปล่อยในภาคเกษตรคือ  ก๊าซมีเทนและไนตรัสออกไซด์ ซึ่งมีแหล่งปล่อยที่สำคัญได้แก่  การหมักในระบบย่อยอาหารสัตว์ (Enteric fermentation)  การจัดการมูลสัตว์ (Manure management)  นาข้าว (Rice paddy)  ดินที่ใช้ในการเกษตร (Agriculture soil) และกลุ่มการเผาเศษวัสดุการเกษตรในที่โล่ง (Open Burning) นอกจากนี้มีการคาดการณ์ว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการเพิ่มปริมาณปัจจัยการผลิตและการเพิ่มของผลผลิต เช่นปุ๋ยและกำลังการผลิต ปริมาณปศุสัตว์ที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการของอาหาร  โดยภาคเกษตรเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย ในปี พ.ศ.2552 ภาคเกษตรมีค่า จีดีพี  คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10.4 ของ  จีดีพีรวม และสัดส่วนแรงงานในภาคเกษตรคิดเป็นร้อยละ 43 ของแรงงานทั้งประเทศ นอกจากนี้ผลผลิตจากภาคเกษตรยังเป็นวัตถุดิบที่ป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมต่างๆในประเทศเป็นจำนวนมาก  จากแรงกดดันที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตร ประเทศผู้นำเข้าสินค้าเกษตรได้นำมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่สนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาใช้ในเรื่องการค้าระหว่างประเทศ โดยเริ่มนำมาใช้อย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon footprint)  ฉลากคาร์บอน (Carbon label)  ประเทศไทยที่เป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรระดับต้นๆ ของโลกจึงต้องเตรียมการปรับตัวเพื่อรองรับมาตรการดังกล่าว
          ด้วยนโยบายและมาตรการดังกล่าว จำเป็นที่จะต้องมีข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ ซึ่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรในปัจจุบันมีไม่เพียงพอ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายสินค้าที่จำเป็นสำหรับการวิเคราะห์เชิงเศรษฐกิจและให้ข้อมูลก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตรมีความทันสมัย จึงควรจัดเก็บข้อมูลเพื่อเตรียมรับการปรับคำนวณข้อมูลก๊าซเรือนกระจกตาม 2006 IPCC Guideline ซึ่งเป็นคู่มือใหม่ที่มีความละเอียดสามารถสะท้อนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตรไทยได้ถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น การเตรียมความพร้อมและการจัดทำฐานข้อมูลจึงมีความสำคัญย่างยิ่งทั้งในปัจจุบันและอนาคต
  ฐานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตร
ฐานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตร นำเสนอผลการศึกษาที่ได้ทบทวนวิธีการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตรตามคู่มือการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกฉบับใหม่ (2006 IPCC Guideline) และจัดทำฐานข้อมูลที่เป็น web-based วิธีการคำนวณ  ผลการคำนวณ และการเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก   ในกลุ่มปศุสัตว์  พื้นที่  และอื่นๆ โดยจัดทำข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปรับให้อยู่ในหน่วยของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในรายสินค้าภาคเกษตรตัวที่สำคัญๆ เช่น การปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อกิโลกรัมข้าวเปลือก อยู่ที่ 1-3 KgCO2e/kg grain   ยางพารา  200 gCO2e/kg น้ำยาง  อ้อย  30 KgCO2e/ตันอ้อย  หัวมันสด  30 KgCO2e/kg grain   ข้าวโพด  200-300 KgCO2e/ตันข้าวโพด  ไข่ 30-35 gCO2e/ฟอง  กุ้งขาวแวนนามัย 13.6 KgCO2e/กุ้ง 1 kg      ทั้งนี้บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้จัดทำเป็นเว็บไซด์เสนอต่อสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรแล้ว

วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2552

ครุ่นคิด พินิจตาม (ต่อจาก B-Model)

ครุ่นคิด พินิจตาม (ต่อจาก B-Model)

เมื่อคราวที่แล้วได้เคยเสนอเรื่องที่ชวยให้คิดไว้เรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับ B-Model ซึ่งถ้าได้ใคร่ครวญติดตามอย่างลึกซึ้งแล้วก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เนื้อหาในนั้นได้ชวนให้คิดเกี่ยวกับการบริหารและปฏิบัติราชการของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเชิงเปรียบเทียบว่า เมื่อลองนำมาเปรียบหรือเทียบเคียงกับการบริหารหรือจัดการกับองค์กรบางองค์กร ที่ยกตัวอย่างเป็นเรื่องขององค์กรกีฬาองค์กรหนึ่ง คือกีฬามวย (มวยไทยและหรือมวยสากลระดับอาชีพ ที่ประกอบด้วยนักมวยและค่ายมวย ผู้ประกบคู่มวยหรือ Promoter และสนาม/นายสนามมวย) ซึ่งเทียบเคียงและจัดรูปแบบไว้เป็นสามระดับ คือระดับปฏิบัติการ ระดับชี้นำ(ผู้นำ) และระดับนโยบาย(กำหนดทิศทาง) ว่ากรมส่งเสริมอุตสาหกรรมอยู่ในระดับหรือสถานะวางตำแหน่งอยู่ที่ใดเมื่อเทียบกับระดับกรมต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วประเทศ และไม่ว่าใครจะให้คะแนนอยู่ในระดับใดก็ตาม มันจะเป็นเพียงการให้คะแนนจากข้อคิดเห็นหรือจากความรู้สึกซึ่งผู้ให้คะแนนอาจจะมีความรักความผูกพันธุ์องค์กรในถานะความเป็นคนที่ทำงานสังกัดกรมส่งเสริมฯ ก็อาจเป็นได้
จากประเด็นดังกล่าว หากผู้สนใจใคร่รู้มีโอกาสและอยากทดสอบสมมุติฐานการให้คะแนนของตัวเองว่ามีความเป็นจริงสมเหตุสมผลมากน้อยเพียงใดก็ย่อมทำได้ ผมขอแนะนำและทำได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากซับซ้อนเลยเพียงแต่ถามคำถามง่ายๆ และสั้นชัดถ้อยชัดคำว่า รู้จักกรมส่งเสริมไหมครับ? คำถามมีเพียงเท่านี้แหละครับ ถามคนที่ไม่ได้ทำงานในสังกัดกรมเรานะ ใครก็ได้ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ลองสุ่มถามดูนะครับลองถามประมาณ 10 คนก็พอ แล้วท่านจะได้คำตอบที่ผมไม่ต้องเฉลยหรอกครับ คำตอบที่ได้รับจากคนที่ท่านถามทั้งสิบคนนั้นจะบอกเรื่องราวความเป็นตัวตนที่แท้จริงของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเองว่า ถูกว่างอยู่ ในสถานะตำแหน่งใดของกรมในระดับประเทศจากสายตาและมุมมองของบุคคลภายนอก เพราะคำถามที่ท่านได้ถามออกไปว่า รู้จักกรมส่งเสริมไหมครับ เพียงเท่านี้คำตอบที่ได้รับกลับมาก็อาจจะได้ยินว่า “อ๋อ กรมส่งเสริมการส่งออกหรือคะ หรือไม่ก็ กรมส่งเสริมการเกษตรหรือครับ” หากได้ยินคำตอบในลักษณะอย่างนี้แล้วลองนับดูครับว่าในสิบคำตอบที่ได้รับนั้น มีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมอยู่บ้างหรือไม่และกี่คำตอบ นั่นคือบุคคลภายนอกได้ให้คะแนนกับกรมฯ เป็นเสียงสวรรคที่ชี้ให้พวกเรารู้ตัวว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมของพวกเราแท้จริงแล้วถูกจัดวางอยูในสถานะในระดับใด แล้วเมื่อเราเช็คคำตอบแล้วยังไงหละ ผมหมายถึงว่าแล้วต่อจากนี้ไปพวกเราต้องทำอย่างไร และผมก็เชื่ออย่างสนิทใจว่าจะมีคนมาช่วยกันคิดและร่วมแรงร่วมใจกันทำงานเพื่อปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ มองมองให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมดีขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน