สย.กพข. 2 กสอ. ได้ออกติดตามการดำเนินงานของที่ปรึกษาโครงการพัฒนาสถานประกอบการเป้าหมายเพื่อเข้าสู่ AEC
วันพุธที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
วันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
กิจกรรม 5 ส. บริษัทโชคอนันต์ อินดัสทรี จำกัด
ภาพบันทึกการทำงานคณะกรรมการกำกับติดตามการจ้างที่ปรึกษา ของส่วนพัฒนาอุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยาง กองพัฒนาอุตสาหกรรมรายสาขา 2 ได้ติตามการดำเนินงานของที่ปรึกษาโครงการพัฒนาสถานประกอบการเป้าหมายเพื่อเข้าสู่ AEC โดยวันนี้ (9 พ.ค.57) ไปที่ บริษัท โชคอนันต์ อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตรองเท้ายาง ที่อยู่เลขที่ 9 ซอยเทียนทะเล 22 แยก 4 ถ.บางขุนเทียน-ชายทะเล แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ 10150 สถานประกอบการนี้เข้าร่วมกิจกรรมรับคำปรึกษาแนะนำเรื่องการจัดทำ กิจกรรม 5 ส. เพื่อจัดระเบียบในกระบวนการผลิตทั้งการจัดเก็บวัสดุและผลิตภัณฑ์ ให้อยู่ในกระบวนการ สะสาง สะอาด สะดวก สุขลักษณะ และสร้างนิสัย ที่ปรึกษาได้เข้าไปอบรมให้ความรู้สร้างความเข้าใจและจัดทำ Dummy เพื่อเป็นแนวทางการทำงานต่อไป
วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
การจัดทำระบบคุณภาพมาตรฐานอาหาร HACCP กล้วยหอม ที่สหกรณ์ท่ายาง
สย.กพข.2 โดยคณะกรรมการตรวจรับการจ้าง ได้ติดตามการดำเนินงานในสถานประกอบการของผู้เข้าร่วมโครงการ สหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด เข้าร่วมโครงการฯ เพื่่อพัฒนาการทำระบบคุณภาพความปลอดภัยอาหาร (HACCP) สำหรับกล้วยหอมเพื่อการส่งออก ทีมที่ปรึกษาได้เข้าไปช่วยเป็นพี่เลี้ยงในการจัดทำระบบแล้วเกือบครบตาม Man day ที่โครงการฯ กำหนด (งานมีความก้าวหน้าไปแล้ว 80%) คาดว่าหลังจากโครงการฯ สิ้นสุดและสหกรณ์ขอการรับรองมาตรฐานก็จะได้รับการรับรองในที่สุด
วันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
การพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องแยกผลปาล์มจากทลาย
จากการสำรวจข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปาล์มในพื้นที่
จ.กระบี่ พบว่าพื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมันประมาณ 1
ล้านไร่และมีแนวโน้มที่จะขยายพื้นที่การเพาะปลูกเพิ่มขึ้น มีโรงงานหีบน้ำมันปาล์มที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มคลัชเตอร์ในจังหวัดแล้ว
23 โรง เป็นโรงหีบปาล์มขนาดใหญ่ไม่ถึง 10 โรง ที่เหลือเป็นโรงหีบขนาดเล็ก โรงงานขนาดใหญ่ใช้วิธีการนึ่งปาล์มแล้วหีบเพื่อให้ได้น้ำมันปาล์ม
(วิธีนี้มีข้อดีคือ ใช้เลาในกระบวนการสั้นประมาณ 90 ชม. ผลปาล์มแยกออกจากทลายปาล์มสูง
70-73 % ทลายปาล์ม
พื้นที่การเก็บทลายปาล์มก่อนเข้ากระบวนการน้อย
มีข้อเสียคือจะต้องมีการจัดทำระบบจัดการน้ำเสีย)
ในกลุ่มโรงงานขนาดเล็กหรือโรงวิสาหกิจและวิสาหกิจชุมชน
ใช้วิธีย่างผลปาล์มแล้วหีบทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงเรื่องการจัดทำระบบจัดการน้ำเสียซึ่งเป็นระบบที่ใช้เงินลงทุนสูง
แต่จะมีข้อเสียคือใช้พื้นที่เพื่ออบทลายปาล์มค่อนข้างมาก
ข้อเท็จจริงที่เข้าไปสำรวจพบว่าผู้ประกอบการโรงหีบปาล์มขนาดเล็กมีประสิทธิภาพในการแยกผลปาล์มออกจากทลายปาล์มต่ำ
อยู่ที่ 20-23% ปาล์มทลาย (ในปาล์ม 1 ทลาย น้ำหนักผลปาล์ม 70% ของทลาย)
ผลปาล์มส่วนที่เหลือติดอยู่กับทลาย ผู้ประกอบการจะนำกลับไปอบใหม่อีก 1 วัน
แล้วจึงนำเข้ากระบวนการแยกผลปาล์มอีกครั้งหนึ่ง
ในรอบนี้ก็ยังคงแยกออกได้ไม่หมดได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10%
เมื่อรวมกับครั้งที่หนึ่งจะแยกได้อยู่ที่ประมาณ 30-33 % ก็จะเป็นลักษณะการทำงานที่ซ้ำๆ
ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เปอร์เซ็นต์น้ำมันจะต่ำลงเนื่องจากปาล์มช้ำ และเกิด
กรดในน้ำมันสูงกว่าข้อกำหนดส่งผลต่อการถูกกดราคาขายน้ำมันปาล์ม
เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กมีสมรรถนะความสามารถในการแยกผลปาล์มได้ประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น
อันจะส่งผลต่อพืชเศรษฐกิจระดับชาติและอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันเข้มแข็งยิ่งขึ้นจึงมีความจำเป็นต้องเร่งพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องแยกผลปาล์มจากทลายโดยเร็ว
เครื่องแยกผลปาล์มจากทลาย ผ่านการแยกครั้งที่่1
ห้องประชุม Cluster ปาล์ม
นำเสนอแนวทางการพัฒนา นำเสนอร่าง Laout เครื่องต้นแบบ
แนวทางการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องแยกผลปาล์มตามการจัดสรรงบประมาณโครงการ
National
Agricultural Processing Industry Alliance : ANAPIA ปี 2556 ที่ได้มอบหมายให้สำนักพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุน
โดยสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าเป็นที่ปรึกษาเข้าไปดูงานโรงหีบปาล์มขนาดเล็กรายหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่ม
Cluster ปาล์มในจังหวัดกระบี่และเป็นพื้นที่ภายใต้การดูแลของ
ศภ.10 ในระหว่างวันที่ 21-22 พ.ย. 2555 ที่ผ่านมา
ทีมงานพร้อมที่ปรึกษาได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมกลุ่ม Clusterปาล์มซึ่งจัดเป็นประจำทุกเดือนได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องแยกผลปาล์มจากทลายในที่ประชุมเพื่อให้สมาชิกกลุ่ม
Cluster ได้พิจารณาและแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนประสบการซึ่งกันและกัน ซึ่งการตอบรับในการเข้ามาครั้งนี้ดีมากผู้ประกอบการมีความหวังและให้ความร่วมมืออย่างดีเยี่ยม
ข้อสังเกตจากการระดมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากที่ประชุมในฐานะที่เข้าร่วมประชุมอยู่ด้วยจับประเด็นได้ว่าการเข้าไปของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเพื่อให้การสนับสนุนในเรื่องนี้
โรงหีบปาล์มขนาดใหญ่ค่อนข้างจะเป็นกังวนเพราะเมื่อไรก็ตามที่เครื่องแยกผลปาล์มมีประสิทธิภาพสูงขึ้นตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้แล้ว
ผลกระทบในแง่ไม่ดีจะเกิดขึ้นกับโรงหีบปาล์มขนาดใหญ่ทันที เพราะโรงหีบใหญ่ที่ใช้กระบวนการนึ่ง
(มี Boiler
และระบบจัดการน้ำเสีย) จะมีต้นทุนที่สูงกว่า ในทางกลับกันด้านราคาปาล์มวัตถุดิบมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น
เพราะโรงหีบใหญ่และโรงหีบเล็กจะแย่งซื้อปาล์มกัน และเครื่องแยกผลปาล์มที่ได้พัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพไปแล้วก็เป็นได้ที่จะกระจายไปตั้งอยู่ถึงลานปาล์ม
เพราะลานปาล์มขายปาล์มที่แยกผลแล้ว (ปาล์มร่วง) ได้ราคาที่ดีกว่า
เมื่อถึงจุดนั้นเกษตรกรสวนปาล์มจะได้รับประโยชน์ด้วยอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตามทีมที่ปรึกษายังคงต้องหารือแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับเครื่องแยกผลปาล์มกับกลุ่มสมาชิก
Cluster ปาล์มโรงหีบขนาดเล็กต่อไปเพื่อสร้างต้นแบบเครื่องดังกล่าว
วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
เข็มเล่มที่่ 1
เข็มเล่มที่ 1 (ที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมมุ่งไป)
เพื่อสนองต่อนโยบายภาครัฐ - ข้อ 3.3
นโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และ - นโยบายครัวไทยสู่ครัวโลก
3.3.1 ภาคเกษตร ( 8) พัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าเพิ่มเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก
โดยการส่งเสริมการผลิตสินค้าใหม่ที่มีกำไรสูงมีการแปรรูปอย่างครบวงจร เพื่อแสวงหามูลค่าเพิ่มสูงสุด
3.3.2
ภาคอุตสาหกรรม ( 3) พัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปบนฐานความรู้
ความคิดสร้างสรรค์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น
และนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับสินค้าให้มีคุณภาพ
มีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล และมีโอกาสในการขยายตลาด
โครงการอุทยานอุตสาหกรรมอาหารแห่งประเทศไทย (THAILAND FOOD
VALLEY) ตามที่อ้างถึงมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2555
ได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานหลักในการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อ
ศึกษารายละเอียดในการกำหนดพื้นที่ดำเนินการโครงการ
อุทยานอุตสาหกรรมอาหารแห่งประเทศไทย (THAILAND FOOD VALLEY) ในภาพรวมของประเทศ
โดยคำนึงถึงการเพิ่มมูลค่าของผลผลิตการเกษตร โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน
และอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นกรรมการและเลขานุการ
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
ได้ให้ความสำคัญกับสาขาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป
โดยได้ดำเนินการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปตลอดห่วงโซ่อุปทาน
เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับสินค้าให้มีคุณภาพ และมาตรฐาน ภายใต้โครงการ /
กิจกรรมต่างๆ การจัดทำกรอบแผนปฏิบัติการโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป
ระยะเวลา 6 ปี (2555-2561) รวมวงเงินงบประมาณ 849 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายคือ
วิสาหกิจในโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปได้รับการส่งเสริมและพัฒนา จำนวน 4,210
กิจการ บุคลากรในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปได้รับการพัฒนาจำนวน 7,850 คน และผลิตภัณฑ์ด้านเกษตรแปรรูปได้ถูกพัฒนาเพิ่มเพิ่มมูลค่า จำนวน 1,770 ผลิตภัณฑ์
สพร.กสอ. ได้ดำเนิน ในปีงบประมาณ 2556 ดังนี้
1. โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป
โดย สำนักพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป (สพร.)
ซึ่งอยู่ระหว่างการวางแผนและเตรียมความพร้อมในการดำเนินงานกิจกรรม
1.1 การพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป
- สร้างเครือข่ายผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหาร 90 กิจการ
- ให้คำปรึกษาแนะนำด้านเทคนิคและการจัดการ
100 กิจการ
- สร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์ 120
กิจการ / 120 ผลิตภัณฑ์
1.2
การสร้างความร่วมมือแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร
-
อบรมเชิงปฏิบัติการถ่ายทอดเทคโนโลยีการแปรรูปผลผลิตการเกษตรขั้นต้นให้ผู้ประกอบการในชุมชน
300 คน
- พัฒนาเครื่องต้นแบบแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร 5 ต้นแบบ
- อบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีเครื่องต้นแบบ 250 คน
1.3 การพัฒนาบุคลากรด้านอุตสาหกรรมการเกษตร
- เสริมสร้างและพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปให้มีความรู้ด้านรับรองระบบมาตรฐานสากล
300 คน
1.4 กิจกรรมสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป เช่น
จัดทำฐานข้อมูลงานวิจัยกิจกรรมเสริมภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป
และการศึกษาแนวโน้มการเชื่อมโยงธุรกิจสู่ตลาดอาเซียน +6
วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2555
หลักการและเหตุผลของการจัดทำฐานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตร
จากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
(2553) ที่ทำการประมาณการ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามคู่มือการจัดทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ
IPCC
ฉบับปรับปรุง ปี ค.ศ. 1996 (The
Revised 1996 IPCC Guideline for National Greenhouse Gas
Inventories) พบว่าภาคเกษตรของไทยที่มีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับสองรองจากภาค
พลังงาน โดยในปี พ.ศ. 2553 ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 229
ล้านตันก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
ในจำนวนนี้เป็นการปล่อยจากภาคเกษตรประมาณ 52
ล้านตันก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดเป็นร้อยละ 23
ซึ่งเป็นสัดส่วนการปล่อยก๊าซที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการเกษตรของโลกซึ่งอยู่ที่ระดับร้อยละ
14 ก๊าซหลักที่ปล่อยในภาคเกษตรคือ ก๊าซมีเทนและไนตรัสออกไซด์
ซึ่งมีแหล่งปล่อยที่สำคัญได้แก่
การหมักในระบบย่อยอาหารสัตว์ (Enteric fermentation) การจัดการมูลสัตว์ (Manure
management) นาข้าว (Rice
paddy) ดินที่ใช้ในการเกษตร
(Agriculture soil) และกลุ่มการเผาเศษวัสดุการเกษตรในที่โล่ง
(Open Burning) นอกจากนี้มีการคาดการณ์ว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการเพิ่มปริมาณปัจจัยการผลิตและการเพิ่มของผลผลิต
เช่นปุ๋ยและกำลังการผลิต ปริมาณปศุสัตว์ที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการของอาหาร โดยภาคเกษตรเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย ในปี
พ.ศ.2552 ภาคเกษตรมีค่า จีดีพี
คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10.4 ของ
จีดีพีรวม และสัดส่วนแรงงานในภาคเกษตรคิดเป็นร้อยละ 43 ของแรงงานทั้งประเทศ
นอกจากนี้ผลผลิตจากภาคเกษตรยังเป็นวัตถุดิบที่ป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมต่างๆในประเทศเป็นจำนวนมาก
จากแรงกดดันที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตร
ประเทศผู้นำเข้าสินค้าเกษตรได้นำมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่สนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาใช้ในเรื่องการค้าระหว่างประเทศ
โดยเริ่มนำมาใช้อย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon
footprint) ฉลากคาร์บอน (Carbon
label) ประเทศไทยที่เป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรระดับต้นๆ
ของโลกจึงต้องเตรียมการปรับตัวเพื่อรองรับมาตรการดังกล่าว
ด้วยนโยบายและมาตรการดังกล่าว
จำเป็นที่จะต้องมีข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ
ซึ่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรในปัจจุบันมีไม่เพียงพอ
โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายสินค้าที่จำเป็นสำหรับการวิเคราะห์เชิงเศรษฐกิจและให้ข้อมูลก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตรมีความทันสมัย
จึงควรจัดเก็บข้อมูลเพื่อเตรียมรับการปรับคำนวณข้อมูลก๊าซเรือนกระจกตาม 2006 IPCC
Guideline ซึ่งเป็นคู่มือใหม่ที่มีความละเอียดสามารถสะท้อนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตรไทยได้ถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น
การเตรียมความพร้อมและการจัดทำฐานข้อมูลจึงมีความสำคัญย่างยิ่งทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ฐานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตร
ฐานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตร
นำเสนอผลการศึกษาที่ได้ทบทวนวิธีการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตรตามคู่มือการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกฉบับใหม่
(2006 IPCC
Guideline) และจัดทำฐานข้อมูลที่เป็น web-based วิธีการคำนวณ ผลการคำนวณ
และการเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ในกลุ่มปศุสัตว์ พื้นที่ และอื่นๆ โดยจัดทำข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปรับให้อยู่ในหน่วยของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
ในรายสินค้าภาคเกษตรตัวที่สำคัญๆ เช่น
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อกิโลกรัมข้าวเปลือก อยู่ที่ 1-3 KgCO2e/kg grain ยางพารา 200 gCO2e/kg น้ำยาง
อ้อย 30 KgCO2e/ตันอ้อย หัวมันสด 30 KgCO2e/kg grain ข้าวโพด 200-300 KgCO2e/ตันข้าวโพด ไข่ 30-35 gCO2e/ฟอง กุ้งขาวแวนนามัย 13.6 KgCO2e/กุ้ง 1 kg ทั้งนี้บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
ได้จัดทำเป็นเว็บไซด์เสนอต่อสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรแล้ว
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)








